กาพย์เห่เรือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชาภาษาไทย

กาพย์เห่เรือ

“สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย     งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์     ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม”

เราว่าเพื่อน ๆ ชั้นม.6 น่าจะคุ้นเคยกับกาพย์บทข้างต้น เพราะเป็นท่อนหนึ่งของกาพย์เห่เรือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย และอยู่ในเนื้อหาวิชาภาษาไทย ม.6 ซึ่งแน่นอนว่า StartDee ไม่พลาดที่จะนำเนื้อหาเรื่องนี้มาฝากเพื่อน ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของผู้แต่ง ที่มา จุดประสงค์ และสรุปกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้งตั้งแต่ต้นจนจบ ว่าแล้วก็ไปอ่านแบบละเอียด ๆ กันเลยดีกว่า หรือจะดาวน์โหลดที่แอปพลิเคชัน StartDee ก็ได้นะ

 

รู้จักกาพย์เห่เรือ

ถ้าลองนึกภาพสมัยอยุธยาตอนปลายที่ยังไม่มีทางด่วน รถไฟฟ้า หรือน้ำประปาแบบในปัจจุบัน คนสมัยนั้นเดินทางกันทางน้ำโดยใช้เรือ กิน ดื่ม อาบจากแหล่งน้ำธรรมชาติจนเรียกได้ว่า ‘สายน้ำ คือ ชีวิต’ เลยทีเดียว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดประเพณี หรือศิลปะวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำขึ้นมา รวมทั้งการเห่เรือ และกาพย์เห่เรือที่เพื่อน ๆ จะได้เรียนรู้กันในวิชาภาษาไทย ม.6 นี้อีกด้วย

จุดเริ่มต้นของการเห่เรือ สันนิษฐานว่ามีที่มาจากประเทศอินเดียซึ่งใช้สำหรับการบูชาเทพเจ้า แต่ประเทศไทยเราจะใช้เพื่อกำกับจังหวะพายเรือ และใช้เพื่อความสนุกสนาน เพราะพายเรือเงียบ ๆ ไปนาน ๆ นอกจากจะเหนื่อยแล้วยังชวนให้รู้สึกเบื่อไปได้เหมือนกัน  ดังนั้น การเห่เรือจะช่วยให้ฝีพายมีกำลังใจ บรรเทาความเหนื่อยระหว่างทางลงไปได้นั่นเอง

การเห่เรือแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ‘การเห่เรือเล่น’ เป็นกิจกรรมสันทนาการของเจ้านายหรือชาวบ้านทั่ว ๆ ไปในฤดูน้ำหลากและ ‘การเห่เรือหลวง’ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีต่าง ๆ ของกษัตริย์ สำหรับกาพย์เห่เรืเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ฯ เดิมทีคาดว่าเป็นการเห่เรือเล่น จนได้รับการยกย่องให้เป็นกาพย์เห่เรือหลวงในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นแบบแผนการแต่งกาพย์เห่เรือจนถึงปัจจุบัน 

 

ลำนำการเห่เรือ 

ลำนำ (บทกลอนที่ใช้ขับร้อง) สำหรับการเห่เรือจะแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • ช้าลวะเห่ : มีท่วงทำนองช้าสมชื่อ เพราะใช้ตอนที่เรือเริ่มเคลื่อนที่ ฝีพายต้องใช้แรงมาก ไม่สามารถพายเร็ว ๆ ได้ และมักจะใช้ในโอกาสที่เป็นการพายเรือตามน้ำ 
  • มูลเห่ : เพิ่มความดุดันและรวดเร็วขึ้น เพราะอยู่ในระหว่างพายเรือกลางลำน้ำ เลยต้องอาศัยความสนุกสนานเพื่อไม่ให้ฝีพายหมดแรงกายแรงใจไปซะก่อน
  • สวะเห่ (อ่านว่า สะ-วะ-เห่) : ใช้เมื่อเรือจะจอดเทียบท่า ท่วงทำนองจะช้าลงเหมือนกับช้าลวะเห่ เพราะใกล้ถึงฝั่ง เลยต้องลดความเร็วเรือกันสักหน่อย

 

ผู้แต่งกาพย์เห่เรือ

ผู้แต่งกาพย์เห่เรือในบทเรียนที่เราได้เรียนกันนี้ คือ จ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) พระราชโอรสพระองค์แรกในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยแต่งขึ้นช่วงปลายสมัยอยุธยาตอนปลาย และนับว่าพระองค์เป็นกวีเอกในสมัยอยุธยาตอนปลายเลยทีเดียว เพราะมีความสามารถทั้งในเชิงนิรุกติศาสตร์ (วิชาเกี่ยวกับภาษา) และฉันทศาสตร์ (วิชาเกี่ยวกับการประพันธ์) ทำให้มีผลงานของทั้งเรื่องของทางโลกและทางธรรม เช่น บทเห่เรื่องกากี 3 ตอน บทเห่สังวาสและเห่ครวญอย่างละบท กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง พระมาลัยคำหลวง เพลงยาวเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ฯลฯ

 

ที่มาและจุดประสงค์การแต่งกาพย์เห่เรือ

เนื่องจากกษัตริย์ในสมัยนั้นต้องเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาไปนมัสการและสมโภช (งานเลี้ยง) พระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งคาดว่าเจ้าฟ้ากุ้งน่าจะเดินทางตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจากท่าวาสุกรี ไปขึ้นบกที่ท่าเจ้าสนุกก่อนจะเดินเท้าต่อไปวัดพระพุทธบาท (การเดินทาง และเวลาในการแต่งกาพย์เห่เรือนี้ส่วนนี้อาจมีข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างออกไปหลายแนวคิด) ซึ่งการเดินทางบนเรือครั้งนั้นได้เป็นที่มาของการประพันธ์กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง โดยมีจุดประสงค์หลัก คือ

  1. เพื่อกำกับจังหวะของพลพายให้สามารถพายเรือขนาดใหญ่ได้อย่างพร้อมเพรียงกัน
  2. เพื่อสร้างความสนุกสำราญ ให้กับตนเองและพลพาย
  3. เพื่อประกาศการเสด็จของพระมหากษัตริย์ เพราะนาน ๆ ทีกษัตริย์จะเสด็จออกจากพระบรมหาราชวังดังนั้นการเห่เรือจะทำให้ชาวบ้านทราบว่ากษัตริย์เสด็จมาและสามารถออกมารับเสด็จ/ชื่นชมพระบารมีริมฝั่งแม่น้ำได้

 

ลักษณะคำประพันธ์

ลักษณะคำประพันธ์ของกาพย์เห่เรือ เป็นรูปแบบของกาพย์เห่ คือ โคลงสี่สุภาพ ที่แต่งให้มีเนื้อความนำ ตามด้วยกาพย์ยานี 11 ที่แต่งให้มีเนื้อความตามโคลงสี่สุภาพ และอาจขยายความออกไปตามความต้องการของกวี และไม่จำกัดจำนวนบท 

  • ฉันทลักษณ์ของโคลงสี่สุภาพ

โคลงสี่สุภาพ

  • ฉันทลักษณ์ของกาพย์ยานี 11

กาพย์ยานี11

 

สรุปกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง

กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง แบ่งออกเป็น 2 ตอน และแบ่งตามช่วงเวลา ดังนี้

  • ตอนที่ 1 : บทเห่ชมเรือ ชมปลา ชมไม้ ชมนก 
  • ตอนที่ 2 : บทเห่ครวญ (กรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่า เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว คือ คร่ำครวญคิดถึงพระสนมของพระบิดา อันเป็นเหตุให้โดนพระราชอาญาจนถึงแก่ชีวิตในเวลาต่อมา)

 

1. ช่วงเช้า : กาพย์เห่เรือ ชมเรือ

กล่าวถึงเรือ 14 ลำ มีโคลงสี่สุภาพ 1 บท แต่งเป็นเกริ่นเห่ เพื่อบอกว่าเรือพระมหากษัตริย์กำลังจะเสด็จด้วยขบวนพระยุหยาตราทางชลมารค ต่อมาคือกาพย์ยานี 11 เล่าถึงความงามของเรือแต่ละลำ ได้แก่

  • เรือพระที่นั่ง (เรือต้น/เรือกิ่ง) คือ เรือที่มีพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ประทับอยู่ โดยมี 4 ลำและเรือสุวรรณหงส์อยู่ในกระบวนเรือด้วย 

ตัวอย่าง : 

สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม”

สำหรับท่อนนี้บรรยายความงดงามว่าเรือหงส์ทอง  มีพู่ห้อยระย้าลงมาตรงจงอยปากของหงส์หน้าเรือ ลอยเคลื่อนไปบนแม่น้ำเหมือนกับหงส์ที่เป็นพาหนะของพระพรหม มองแล้วช่างน่าดู/น่าชมยิ่งนัก

กาพย์เห่เรือ

ภาพเรือสุพรรณหงส์ (ขอบคุณภาพจาก PreeyapongNawan)

  • เรือเหล่าแสนยากร (เรือรูปสัตว์) คือ เรือที่มีหัวเรือเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ แม้ไม่ได้วิจิตรงดงามเหมือนเรือต้น แต่ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ เช่น เรือคชสีห์ เรือเลียงผา เรือม้า เรือสิงห์ เรืออินทรี ฯลฯ

ตัวอย่าง : 

เลียงผาง่าเท้าโผน เพียงโจนไปในวารี

นาวาหน้าอินทรี มีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม”

ท่อนนี้กล่าวถึง เรือที่คล้ายกับเลียงผากำลังกระโจนลงในแม่น้ำ ส่วนเรืออินทรีคล้ายกับว่ามีปีกโบยบินบนท้องฟ้า เป็นการเปรียบเทียบว่าเรือสัตว์นั้นงดงามราวกับมีชีวิตจริง ๆ

  • เรือชัย เรือที่มีเจ้าพนักงานกระทุ้งไม้เส้า (ไม้พายเรือ) กำกับจังหวะให้พลพายและเรือแต่ละลำเคลื่อนที่ได้พร้อมเพรียงกัน 

 

2. ช่วงสาย : กาพย์เห่เรือ ชมปลา

เริ่มด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท ตามด้วยกาพย์เห่เรือ 14 บท กล่าวถึงปลา 15 ชนิด (มีเฉพาะปลาน้ำจืด) ได้แก่ ปลากระแห ปลากราย ปลาแก้มช้ำ ปลาคางเบือน ปลาชะแวง ปลาทุก ปลานวลจันทร์ ปลาน้ำเงิน ปลาแปบ ปลาตะเพียนทอง ปลาแมลงภู่ (ปลาชะโด) ปลาสร้อย ปลาเสือ ปลาหวีเกศ และปลาหางไก่

การชมปลาในที่นี้จะแต่งคล้ายกับนิราศ เพราะนำความงดงามของปลามาแต่งรวมกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อนางอันเป็นที่รักของกวี

ตัวอย่าง :

นวลจันทร์เป็นนวลจริง เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลา

คางเบือนเบือนหน้ามา ไม่งามเท่าเจ้าเบือนชาย”

นวลจันทร์ในที่นี้คือชื่อปลา และคำว่า นวลอีกความหมายหนึ่ง คือ สีนวลเหมือนเปลือกไข่ ส่วนประโยค ‘เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลา’ หมายถึงผิวของเจ้านั้นนวลงดงามยิ่งกว่าสีนวลของปลา ส่วนปลาคางเบือนที่ดูหน้าบึ้งนั้น เหมือนตอนที่นางอันเป็นที่รักงอน แต่ถึงยังไงนางก็ยังสวยงามกว่า

 

กาพย์เห่เรือ ชมปลา

ภาพปลาคางเบือน (ขอบคุณภาพจาก fishthaithai )

 

3. ช่วงบ่าย : กาพย์เห่เรือ ชมไม้ 

เริ่มด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท กาพย์ยานี 12 บท โดยมีการชมไม้ 15 ชนิด ได้แก่ แก้ว จวง จิก จำปา แต้ว บุนนาค ประยงค์ พิกุล พุดจีบ พุทธชาด ลำดวน สาวหยุด สุกรม มะลิวัลย์ นางแย้ม 

ตัวอย่าง : 

“ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสล้มแย้มเกสร

คิดความยามบังอร แย้มโอษฐ์ยิ้มพริ้มพรายงาม”

บทนี้เป็นการเปรียบเทียบรอยยิ้มของนางอันเป็นที่รักกับพวงดอกนางแย้มว่า เมื่อเห็นดอกนางแย้มบานสะพรั่งงดงาม ก็นึกถึงยามที่ได้เห็นรอยยิ้มของนาง

 

4. ช่วงเย็น : กาพย์เห่เรือ ชมนก

เริ่มด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท และกาพย์ยานี 12 บท  สาเหตุที่เลือกชมนกในช่วงเย็นเพราะเป็นช่วงที่นกบินกลับรังพอดี โดยชมนก 10 ชนิด ได้แก่ นกไก่ฟ้า  นกแขกเต้า  นกดุเหว่า  นกนางนวล  นกโนรี  นกสร้อยทอง/ขุนทอง  นกสัตวา  นกสาลิกา  นกแก้ว  นกยูง 

ตัวอย่าง : 

นางนวลนวลน่ารัก ไม่นวลพักตร์เหมือนทรามสงวน

แก้วพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟ้าหน้าใยยอง”

ท่อนนี้นำชื่อนกนางนวลกับคำว่า นวล ที่แปลว่านางอันเป็นที่รักมาไว้ในวรรคเดียวกันเพื่อเล่นคำ ส่วนการใช้คำว่า ดั่ง เป็นการอุปมาว่า นางเป็นคนที่ผิวนวลและสวยเหมือนนางฟ้าเลยทีเดียว

 

5. ช่วงดึก : กาพย์เห่เรือ เห่ครวญ

ประกอบด้วยโครงสี่สุภาพ 2 บท (เริ่มต้นและปิดท้ายอย่างละบท) และกาพย์ยานีอีก 8 บท กล่าวถึงความรัก ความคิดถึงที่มีต่อนางสนม

ตัวอย่าง :

“งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย

งามพริ้มยิ้มแย้มพราย งามคำหวานลานใจถวิล”

บทนี้กล่าวถึงความงามของนางสนม ที่งามดั่งภาพวาด อีกทั้งมารยาท บุคลิกการเดิน รอยยิ้มและคำพูดต่าง ๆ ก็ยังงดงามด้วยเช่นกัน

 

ถ้าเพื่อน ๆ อยากจะฟังเรื่องการวิเคราะห์คุณค่า หรือถอดความกาพย์เห่เรือบทอื่น ๆ ก็สามารถติดตามกันต่อได้ในแอปพลิเคชัน StartDee หรืออ่านบทความวิชาภาษาไทยม.6 เพิ่มเติม อย่างภาษาถิ่นและคำซ้อน กับ การประเมินคุณค่าเรื่องสั้น ใน Blog StartDee ของเราได้เลย

 

ขอบคุณข้อมูลจากคุณครูธีรศักดิ์ จิระตราชู (ครูหนึ่ง)

Banner_N-Dunk_Blue-2

Did you know ?

Did you know วันนี้ขอเสนอคำศัพท์ที่น่าสนใจในกาพย์เห่เรือ (เพื่อน ๆ จะได้ไม่งงเวลาอ่าน) ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

  • เห่ หมายถึง ทำนองที่ขับร้องในบางพระราชพิธี ถ้าใช้เมื่อเวลาพายเรือพระที่นั่งในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรียกว่า เห่เรือ แต่ถ้าใช้ในพระราชพิธีขึ้นพระอู่พระเจ้าลูกเธอ เรียกว่า เห่กล่อม
  • ไม้เส้า หรือ ไม้ส้าว หมายถึง  ไม้ยาวสำหรับยื่นไปช่วยคนตกน้ำในเวลาเรือพระประเทียบล่ม หรือ ไม้กระทุ้งให้จังหวะในเรือดั้งในกระบวนพยุหยาตรา
  • สุวรรณ หมายถึง ทองคำ
  • โพยม หมายถึง ท้องฟ้า อากาศ
  • สินธุ์ หมายถึง ลำน้ำ แม่น้ำ สายน้ำ น้ำ ทะเล มหาสมุทร
  • แสนยากร หมายถึง หมู่ทหาร หรือ กองทัพ
นอกจากคำศัพท์แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ โคลงสี่สุภาพในกาพย์เห่เรือจะไม่มีคำสร้อยในบาทสุดท้ายของแต่ละบท  ซึ่งอาจมีได้ในโคลงสี่สุภาพทั่วไป นับเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกาพย์เห่เรือเลยก็ว่าได้

Reference : พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

แสดงความคิดเห็น