การแข็งตัวของเลือด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาชีววิทยา

การแข็งตัวของเลือด

ถ้าร่างกายเกิดบาดแผล แล้วเสียเลือดมาก ๆ อาจถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว ร่างกายของเราจึงต้องหาวิธีป้องกันด้วยกระบวนการห้ามเลือดที่เรียกว่า การแข็งตัวของเลือด (Blood clotting หรือ Blood Coagulation) ซึ่งในบทความนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปดูกระบวนการแข็งตัวของเลือดและรู้จักกับเกล็ดเลือดซึ่งเรียกได้ว่าเป็นฮีโร่ผู้พิทักษ์ของเราเมื่อเกิดบาดแผลจนเลือดออกเลยล่ะ

 

เกล็ดเลือดคืออะไร ? 

เกล็ดเลือด (Blood platelet) คือ ชิ้นส่วนของเซลล์ชนิดหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นในไขกระดูกและมีรูปร่างไม่แน่นอน แม้เกล็ดเลือดจะมีขนาดเพียงแค่ 1-2 ไมโครเมตรและไม่ได้นับเป็นเซลล์ เพราะไม่มีนิวเคลียสและออร์แกแนลล์ต่างๆ  แต่เกล็ดเลือดก็มีจำนวนมากถึง 250,000-400,000 ชิ้นต่อเลือด 1 ไมโครลิตรเลยทีเดียว โดยหน้าที่สำคัญของเกล็ดเลือดคือการเป็นผู้พิทักษ์ร่างกายของเราเมื่อเลือดออก เพราะช่วยลดการสูญเสียเลือดจากร่างกายเมื่อเกิดบาดแผลขึ้นนั่นเอง

เกล็ดเลือด

ภาพไขกระดูกที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด (ขอบคุณภาพจาก Med Hub News)

 

กระบวนการแข็งตัวของเลือด

สำหรับกระบวนการแข็งตัวของเลือด สามารถสรุปได้ ดังนี้

  1. เมื่อร่างกายของเราเกิดบาดแผล หลอดเลือดบริเวณที่ฉีกขาดจะหดตัวเพื่อให้เลือดไหลมาบริเวณที่เกิดแผลน้อยลง 
  2. เกล็ดเลือดจะไปจับกับคอลลาเจนที่ผนังหลอดเลือดและหลั่ง Clotting factor (ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด) ออกมา
  3. บริเวณเนื้อเยื่อที่เกิดแผลก็ไม่น้อยหน้า รีบหลั่ง Clotting factor ออกมาร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งช่วยให้เกล็ดเลือดออกมารวมตัวกันมากขึ้นเพื่อปิดผนังหลอดเลือดที่ฉีกขาด จนเกิดเป็นลิ่มชั่วคราว (Platelet plug) คอยกันไม่ให้เลือดไหลออกนอกบาดแผล 
  4. เมื่อ Clotting factor จากทั้ง 2 ส่วนมารวมกับ Clotting factor อื่น ๆ ในพลาสมาของเลือด เช่น  วิตามิน K เและแคลเซียม (Ca2+) จะสามารถเปลี่ยนโปรทรอมบิน (โปรตีนในพลาสมา) ไปอยู่ในรูปของทรอมบินได้
  5. ทรอมบินจะไปกระตุ้นโปรตีนไฟรบิโนเจนในพลาสมาให้กลายเป็นเส้นใยร่างแหไฟบรินซึ่งจะสานกันเป็นร่างแห รวมกับเกล็ดเลือดและเซลล์เม็ดเลือดแดงกลายเป็นลิ่มเลือด (Blood clot) ปิดบาดแผลไม่ให้เลือดไหลออกทางบาดแผลได้อีก

 

การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

สำหรับโรคที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เรียกว่าโรค “ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia)” หรือ “โรคเลือดไหลไม่หยุด” ที่เพื่อน ๆ หลายคนน่าจะเคยได้ยินกัน ซึ่งฮีโมฟีเลียนี้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เกิดจากยีนด้อยบนโครโมโซม X ซึ่งเป็นโครโมโซมเพศ ทำให้ไม่สามารถสร้างสารที่เป็น Clotting factor (ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด) ได้ หรือสร้างได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ เมื่อเกิดบาดแผลขึ้น เลือดจะไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวได้ช้าจนอาจจะทำให้สูญเสียเลือดมากเกินไป รวมทั้งร่างกายจะฟกช้ำได้ง่าย และอาจจะเกิดอาการเลือดออกบริเวณต่างๆ เช่น สมอง กระเพาะอาหาร  รวมไปถึงข้อต่อและกล้ามเนื้อ เป็นสาเหตุของอาการข้อต่อผิดรูป แต่ข่าวดีคือ แม้จะเป็นโรคที่รักษาไม่หายแต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก็ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ 

นอกจากโรคฮีโมฟีเลียแล้ว การแข็งตัวของเลือดผิดปกติยังพบในผู้ที่มีความผิดปกติของตับ เช่น โรคตับแข็ง โรคตับอักเสบ เนื่องจากโปรตีนและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดนั้นถูกสร้างขึ้นจากตับ ดังนั้นผู้ป่วยโรคเหล่านี้จะมีอาการเลือดหยุดไหลช้าร่วมไปด้วยได้

Banner_N-Dunk_Blue-1

 

การแข็งตัวของเลือด กับวิตามินเค (K)

วิตามินเค (K) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันเช่นเดียวกับวิตามินเอ ดี และอี ซึ่งเจ้าวิตามินเคนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดเพราะมีส่วนช่วยให้เกิดการสร้างสารโปรทอมบิน และสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแข็งตัวของเลือด 

สำหรับคนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ร่างกายจะมีความต้องการวิตามินเค (K) ประมาณ 100 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งปกติร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์วิตามินเคได้โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ แต่บางทีก็อาจจะไม่เพียงพอได้เหมือนกัน เราเลยต้องเพิ่มวิตามินนี้ให้กับร่างกายด้วยการกินอาหารจำพวกผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักโขม กะหล่ำปลี บร็อกโคลี กะหล่ำดอก มะเขือเทศ รวมไปถึง เนื้อสัตว์ นม เนย น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลืองและกาแฟ

 

Did you know ?

  • โรคนี้เกิดได้กับทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่เพศชายมีโอกาสเกิดมากกว่า เพราะเป็นยีนด้อยบนโครโมโซม x และเพศชายมีโครโมโซม x เพียงแท่งเดียว ดังนั้นเมื่อได้นับโครโมโซมที่ผิดปกติมาจึงแสดงอาการได้เลย แต่เพศหญิงมี 2 แท่ง ดังนั้นจึงมีโอกาสเป็นโรคได้น้อยกว่า เพราะอาจรับมาแท่งเดียว ทำให้เป็นพาหะ แต่ถ้าโชคร้ายรับโครโมโซมที่ผิดปกติมา 2 แท่งเลย ก็จะแสดงอาการของโรคเช่นเดียวกัน

การแข็งตัวของเลือด

ภาพการถ่ายทอดโรคฮีโมฟีเลียในเพศหญิงและเพศชาย (ขอบคุณภาพจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน)

  • ทากและปลิงดูดเลือดมีสารยับยั้งการแข็งตัวของเลือด เพื่อน ๆ อาจจะสงสัยว่า ไหน ๆ ร่างกายก็มีกระบวนการแข็งตัวของเลือดแล้ว ทำไมแผลที่ถูกปลิงหรืทากดูดเลือดกัดนั้นยังมีเลือดไหลไม่หยุดอีก ซึ่งสาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะในน้ำลายของทากหรือปลิงดูเลือดจะมีสารที่ชื่อว่า ฮีรูดิน (Hirudin) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ทำให้เจ้าปลิงและทากดูดเลือดสามารถดูดเลือดของเหยื่อได้นานและได้ปริมาณมากนั่นเอง
  • บางโรคทำให้เกล็ดเลือดต่ำ ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด นอกจากอาการเลือดไหลไม่หยุดจะเกิดจากสารฮีรูดินของเจ้าทากและเจ้าปลิงดูดเลือดแล้ว บางโรคเช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคไขกระดูกฝ่อ โรคไข้เลือดออก ก็ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดได้เช่นกัน เพราะโรคเหล่านี้ทำให้เกร็ดเลือดต่ำ ซึ่งส่งผลให้เลือดไม่แข็งตัวหรือแข็งตัวช้า รวมทั้งผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดใหญ่บางคนจะต้องได้รับการรักษาด้วยการให้เกล็ดเลือดควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่เลือดออกมากเกินไปจนเสียชีวิต ดังนั้น เพื่อน ๆ ก็อย่าลืมหมั่นเติมวิตามินเค (K) ให้ร่างกายไว้ก่อนเกล็ดเลือดจะได้ไม่ต่ำและไม่เกิดปัญหาสุขภาพตามมาทีหลังนะ

 

ขอบคุณข้อมูลจากครูหฤษฎ์ ยวงมณี

 

Reference : 

คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. (2018, June 8). การบริจาคเกล็ดเลือด. Retrieved September 25, 2020, from https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1327

มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสําหรับเยาวชน. (n.d.). เรื่องที่ ๗ โรคเลือดออกฮีโมฟิเลีย สาเหตุของโรค. Retrieved September 25, 2020, from http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=39

แสดงความคิดเห็น