คัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาภาษาไทย

คัมภีร์ฉันทศาสตร์-แพทยศาสตร์สงเคราะห์-cover (1)

ถ้าเพื่อน ๆ เกิดรู้สึกปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ สิ่งที่เพื่อน ๆ จะทำคืออะไรเอ่ย...เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเลือกหายารับประทานที่บ้าน หรือถ้าเกิดอาการหนักขึ้น ก็คงเลือกไปหาคุณหมอ แต่สำหรับในสมัยก่อนที่ไม่ได้มีโรงพยาบาลหรือคลินิกมากมายแบบนี้ การมีตำราดี ๆ อย่างคัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ย่อมช่วยให้ปู่ย่าตายายของเรา สามารถรักษาตัวเองจากสมุนไพรต่าง ๆ ได้ วันนี้ StartDee เลยอยากชวนมารู้จักตำราการแพทย์โบราณ พร้อมกับถอดคำประพันธ์กัน ไปลุยกันเลย

แน่นอนว่าเนื้อเรื่องของคัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ย่อมต้องยาวเฟื้อยแน่ ๆ หากเพื่อน ๆ อยากฟังและอ่านในรูปแบบแอนิเมชันสนุก ๆ แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน StartDee กันได้เลย

Mock-Exam-Banner_Draft01

ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ คืออะไร

ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ เป็นตำราแพทย์ของไทยโบราณ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รวบรวมขึ้นไว้ เพื่อเป็นหลักฐานและเผยแพร่การแพทย์แผนโบราณและตำรายาพื้นบ้านของไทย ซึ่งตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ ได้ถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ายิ่งต่อประเทศชาติ

แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง แบ่งเป็นเรื่องราวต่าง ๆ เรียกว่า “คัมภีร์” โดยภายในเล่มประกอบไปด้วย ๑๔ คัมภีร์ รวมถึง “คัมภีร์ฉันทศาสตร์” ที่เราเรียนกันในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ นี้ด้วย

ต้นกำเนิดแห่งตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ประชุมคณะแพทย์หลวง เพื่อสืบค้นและรวบรวมตำราแพทย์จากที่ต่าง ๆ มาตรวจสอบ ชำระให้ตรงกับฉบับดั้งเดิม แล้วส่งมอบให้กรมพระอาลักษณ์เขียนลงสมุดไทย ด้วยอักษรไทยที่มีชื่อเรียกว่า “เส้นหรดาล (แร่ชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยธาตุสารหนูและกํามะถัน)”  

หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ให้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้ง “โรงเรียนราชแพทยาลัย” ได้โปรดให้จัดพิมพ์ตำราแพทย์หลวงสำหรับโรงเรียนขึ้นใช้เป็นครั้งแรก เรียกว่า “ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์” แต่พิมพ์ได้เพียง ๓ เล่มก็ต้องยกเลิก เพราะไม่มีทุนในการจัดพิมพ์

ต่อมาพระยาพิศณุประสาทเวช (คง ถาวรเดช) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยของราชแพทยาลัย และผู้จัดการโรงเรียนเวชสโมสร ได้กราบทูลขอประทานพระอนุญาตจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (นายกสภาหอสมุดวชิรญาณ) ในการจัดพิมพ์ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวงจำนวน ๒ เล่มจบสมบูรณ์ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ เพราะเล็งเห็นความจำเป็น 2 ประการคือ

๑. ราษฎรที่ป่วยจะต้องมีตำราด้านการแพทย์ เพื่อเป็นคู่มือไว้รักษาตนเอง

๒. อนุรักษ์ตำราแพทย์แผนไทยไว้ให้คนรุ่นหลัง

ลักษณะคำประพันธ์

ลักษณะคำประพันธ์ของคัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์นั้นมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน โดยส่วนใหญ่เป็นกาพย์ยานี ๑๑ สำหรับตอนที่กล่าวถึงลักษณะทับ (ลักษณะโรคแทรกซ้อน) ๘ ประการ ใช้คำประพันธ์ประเภทร่าย

ตัวอย่างกาพย์ยานี ๑๑

คัมภีร์ฉันทศาสตร์-แพทยศาสตร์สงเคราะห์-1

 

ว่าด้วย...คัมภีร์ฉันทศาสตร์

เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมความรู้หลากหลายจากตำราเรื่องอื่น ๆ ในชุด โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น  ตอน ดังนี้

๑. บทไหว้ครู ซึ่งเป็นการไหว้พระรัตนตรัย ไหว้เทพเจ้าของ พราหมณ์ ไหว้หมอชีวกโกมารภัจจ์

๒. กล่าวถึงความสําคัญของแพทย์

๓. กล่าวถึงคุณสมบัติของแพทย์ที่พึงมี

๔. กล่าวถึงโรคและการรักษา เช่น ลักษณะของหญิงที่มีน้ำนมดีหรือน้ำนมชั่ว ธาตุทั้ง ๕ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค อาการไข้ป่วงและการรักษา อาการท้องร่วงลักษณะต่าง ๆ วิธีสังเกตนิมิตของผู้ใกล้ตาย อาการโรคลมทราง เป็นต้น

๕. เป็นคําเตือนแพทย์ให้ศึกษาคัมภีร์ฉันทศาสตร์

๖. ลักษณะของแพทย์ที่ดี

๗. คําขอพรของผู้ประพันธ์

ถอดคำประพันธ์ คัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์

ตอนที่ ๑ บทไหว้ครู

ข้าขอประนมหัตถ์ พระไตรรัตนาถา
ตรีโลกอมรามา อภิวาทนาการ
อนึ่งข้าอัญชลี พระฤๅษีผู้ทรงญาณ
แปดองค์เธอมีฌาน โดยรอบรู้ในโรคา

 

 

 

 

ขอกราบไหว้พระรัตนตรัยและฤาษีครูแพทย์ทั้ง ๘ องค์ ซึ่งเป็นปฐมครูผู้สอน เป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการแพทย์และเภสัชกรรมแผนโบราณ และเป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับโรคภัยต่าง ๆ

 

ไหว้คุณพระอิศวเรศ ทั้งพรหมเมศทุกชั้นฟ้า
สาปสวรรค์ซึ่งหว้านยา ประทานทั่วโลกธาตรี
ไหว้ครูกุมารภัจ ผู้เจนจัดในคัมภีร์
เวชศาสตรบรรดามี ให้ทานทั่วแก่นรชน
ไหว้ครูผู้สั่งสอน แต่ปางก่อนเจริญผล
ล่วงลุนิพพานดล สำเร็จกิจประสิทธิ์พร

 

 

 

 

 

 

ขอการกราบไหว้พระอิศวรและพระพรหม ซึ่งเป็นผู้ที่ประทานสมุนไพรให้แก้มวลมนุษย์ชาติทั่วโลก รวมไปถึงการกราบไหว้หมอชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าและพระเจ้าพิมพิสาร นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการไหว้บรรดาครูอาจารย์ที่สั่งสอนในวิชาแพทย์ด้านต่าง ๆ

 

ตอนที่ ๒ ความสำคัญของคัมภีร์ฉันทศาสตร์

จะกล่าวคำภีร์ฉัน ทศาสตร์บรรพ์ที่ครูสอน
เสมอดวงทินกร แลดวงจันทร์กระจ่างตา
ส่องสัตว์ให้สว่าง กระจ่างแจ้งในมรรคา
หมอนวดแลหมอยา ผู้เรียนรู้คัมภีร์ไสย์
เรียนรู้ให้ครบหมด จนจบบทคัมภีร์ใน
ฉันทศาสตร์ท่านกล่าวไข สิบสี่ข้อจงควรจำ

 

 

 

 

 

 

คัมภีร์ฉันทศาสตร์เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ที่คอยส่องแสงสว่างชี้ทางชีวิตให้แก่ผู้คน รวมถึงหมอนวด และหมอยาที่ต้องเรียนรู้คัมภีร์แพทย์ (คัมภีร์ไสย์) โดยมีทั้งสิ้น ๑๔ ข้อ 

 

ตอนที่ ๓ เนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับความสำคัญของอวัยวะ

อนึ่งจะกล่าวสอน กายนครมีมากหลาย
ประเทียบเปรียบในกาย ทุกหญิงชายในโลกา
ดวงจิตคือกระษัตริย์ ผ่านสมบัติอันโอฬาร์
ข้าศึกคือโรคา เกิดเข่าฆ่าในกายเรา
เปรียบแพทย์คือทหาร อันชำนานรู้ลำเนา
ข้าศึกมาอย่างใจเบา ห้อมล้อมรอบทุกทิศา

 

 

 

 

 

 

ร่างกายของคนเราทั้งชาย และหญิงเสมือนเมืองแห่งหนึ่ง โดยมีพระราชาเป็นหัวใจ และเปรียบแพทย์เป็นทหาร ที่ทำหน้าที่ปกป้องดูแลบ้านเมืองและต่อสู้กับข้าศึก ซึ่งก็คือโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่มาทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอ หรือเสียชีวิตได้

 

ให้ดำรงกระษัตริย์ไว้ คือดวงใจให้เร่งยา
อนึ่งห้ามอย่าโกรธา ข้าศึกมาจะอันตราย
ปิตตํ คือ วังหน้า เร่งรักษาเขม่นหมาย
อาหารอยู่ในกาย คือเสบียงเลี้ยงโยธา
หนทางทั้งสามแห่ง เร่งจัดแจงอยู่รักษา
ห้ามอย่าให้ข้าศึกมา ปิดทางได้จะเสียที

 

 

 

 

 

 

สามสิ่งสำคัญที่ต้องหมั่นดูแลไม่ให้ข้าศึก ซึ่งก็คือเชื้อโรคต่าง ๆ เข้ามาทำลายได้ คือ หนึ่ง หัวใจ (เปรียบเทียบได้กับพระราชาผู้ครองเมือง) ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกาย โดยต้องดูแลสภาพจิตใจไม่ให้เกิดความโกรธ สอง ถุงน้ำดี (ปิตตํ) เปรียบเสมือนวังหน้า และ สาม อาหาร เปรียบเสมือนเสบียงเลี้ยงบ้านเมืองซึ่งก็คือร่างกายของเรานั่นเอง

 

อนึ่งเล่ามีคำโจทก์ กล่าวยกโทษแพทย์อันมี
ปรีชารู้คัมภีร์ เหตุฉันใดแก้มีฟัง
คำเฉลยแก้ปุจฉา รู้รักษาก็จริงจัง
ด้วยโรคเหลือกำลัง จึ่งมิฟังในการยา
เมื่ออ่อนรักษาได้ แก่แล้วไซร้ยากนักหนา
ไข้นั้นอุปมา เหมือนเพลิงป่าไหม้ลุกลาม

 

 

 

 

 

 

กล่าวกันว่าแพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคและความรู้มากมาย ไม่สามารถรักษาคนให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ นั่นเป็นเพราะโรคบางชนิดนั้นร้ายแรงเกินไปราวกับเพลิงป่า ประกอบกับการดื้อยายังทำให้รักษาโรคยากขึ้นด้วย แต่ถ้ามีอาการไม่หนัก ไม่รุนแรง ย่อมรักษาได้ง่ายกว่า

 

 

เป็นแพทย์มีสำคัญ โอกาสนั้นมีอยู่สาม
เคราะห์ร้ายขัดโชคนาม บางทีรู้เกินรู้ไป
บางทีรู้ไม่ทัน ด้วยโรคนั้นใช่วิสัย
ตน บ รู้ทิฏฐิใจ ถือว่ารู้ขืนกระทำ
จบเรื่องที่ตนรู้ โรคนั้นสู้ว่าแรงกรรม
ไม่สิ้นสงสัยทำ สุดมือม้วยน่าเสียดาย
บางทีก็มีชัย แต่ยาให้โรคนั้นหาย
ท่านกล่าวอภิปราย ว่าชอบโรคนั้นเป็นดี

 

 

 

 

 

 

 

แพทย์มีโอกาสจะรักษาโรค ไม่ สำเร็จมีอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ หนึ่ง วินิจฉัยโรคเกินจริง สอง ไม่รู้จักโรคนั้นมาก่อน แล้วโทษว่าเป็นเวรกรรมของผู้ป่วย และสาม แม้ว่าแพทย์อาจสามารถรักษาโรคให้หายได้ แต่เป็นเพราะได้ยารักษาโรคที่ดี ไม่ได้มาจากความสามารถของแพทย์แต่อย่างใด

 

ตอนที่ ๓ ลักษณะของแพทย์ที่ควรจะเป็น

  • เลือกครูอาจารย์ที่มีความรู้เป็นอย่างดี
ผู้ใดจะเรียนรู้ พิเคราะห์ดูผู้อาจารย์
เที่ยงแท้ว่าพิศดาร ทั้งพุทธไสยจึ่งควรเรียน
แต่สักเป็นแพทย์ได้ คัมภีร์ไสยไม่จำเนียร
ครูนั้นไม่ควรเรียน จำนำตนให้หลงทาง
เราแจ้งคัมภีร์ฉัน ทศาสตร์อันบุราณปาง
ก่อนกล่าวไว้เป็นทาง นิพพานสุศิวาไลย

 

 

 

 

 

 

ใครอยากจะเป็นแพทย์ต้องเลือกอาจารย์ให้ดี ๆ โดยอาจารย์ที่ดีต้องรู้ทั้งการแพทย์แผนไทย (พุทธ) และแผนอินเดีย (ไสย) ถ้าอาจารย์คนไหนไม่เชี่ยวชาญครบทั้งสองด้าน ไม่ควรเสียเวลาไปเรียนเพราะจะเกิดความเข้าใจผิดได้ ดังนั้น ผู้ที่อยากเรียนแพทย์ ควรศึกษาคัมภีร์ฉันทศาสตร์ เพราะมีเนื้อหาที่ถูกต้อง

 

  • อย่าดูหมิ่นตำรา อย่าอวดรู้
อย่าหมิ่นว่ารู้ง่าย ตำรับรายอยู่ถมไป
รีบด่วนประมาทใจ ดังนั้นแท้มิเป็นการ
ลอกได้แต่ตำรา เที่ยวรักษาโดยโวหาร
อวดรู้ว่าชำนาญ จะแก้ไขให้พลันหาย

 

 

 

 

อย่าดูหมิ่นและดูถูกว่าการเป็นหมอนั้นง่าย ถึงแม้จะมีตำรับตำราให้เรียนรู้มากมายแต่ก็อย่าได้ประมาทใจ แพทย์บางคนอาจทำได้แค่รักษาตามตำรา แต่เที่ยวอวดรู้ว่าตัวเองมีความชำนาญ

 

  • อย่ารักษาโรคโดยการคาดเดา โทษว่าเป็นแรงกรรม
โรคคือครุกรรม บรรจบจำอย่าพึงทาย
กล่าวเล่ห์อุบายหมาย ด้วยโลกหลงในลาภา
บ้างจำแต่เพศไข้ สิ่งเดียวได้สังเกตมา
กองเลือดว่าเสมหา กองวาตาว่ากำเดา
คัมภีร์กล่าวไว้หมด ไยมิจดมิจำเอา
ทายโรคแต่โดยเดา ให้เชื่อถือในอาตมา
รู้น้อยอย่าบังอาจ หมิ่นประมาทในโรคา
แรงโรคว่าแรงยา มิควรถือว่าแรงกรรม

 

 

 

 

 

 

 

โรคภัยคือกรรมหนักหรือบาปหนัก แพทย์ที่ดีไม่ควรรักษาโรคเพราะหวังในทรัพย์สินเงินทอง และไม่ควรใช้เฉพาะการสังเกตอย่างเดียวแล้วอ้างว่ารู้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้จักโรคนั้นจริง ๆ ไม่ควรเดาสุ่มแต่ควรเชื่อถือในตำรามากกว่า นอกจากนี้หากรู้น้อยก็ไม่ควรอวดตัว แล้วเที่ยวโทษว่ารักษาไม่ได้เพราะเวรกรรม แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพราะให้ยาไม่ดี

 

  • อย่าวินิจฉัยโรคแค่ว่าตนเคยรักษาโรคมาก่อน
อนึ่งท่านได้กล่าวถาม อย่ากล่าวความบังอาจอำ
เภอใจว่าตัวจำ เพศไข้นี้อันเคยยา
ใช่โรคสิ่งเดียวดาย จะพลันหายในโรคา
ต่างเนื้อก็ต่างยา จะชอบโรคอันแปรปรวน
บางทีก็ยาชอบ แต่เคราะห์ครอบจึ่งหันหวน
หายคลายแล้วทบทวน จะโทษยาก็ผิดที

 

 

 

 

 

 

อย่าบังอาจกล่าวตามอำเภอใจว่าการรักษาโรคนั้นง่าย เพราะเคยรักษามาแล้ว โรคภัยนั้นไม่ได้มีชนิดเดียว แต่มีมากมายหลายชนิด อีกทั้งคนไข้แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ใช้ว่าเป็นโรคเดียวกันแล้วจะต้องใช้ยาชนิดเดียวกันเสมอไป

 

  • อย่าประมาทในการรักษาโรค โรคยิ่งหนักเพราะให้ยามากเกินไป
อวดยาครั้นให้ยา เห็นโรคาไม่ถอยหนี
กลับกล่าวว่าแรงผี ที่แท้ทำไม่รู้ทำ
เห็นลาภจะใคร่ได้ นิยมใจไม่เกรงกรรม
รู้น้อยบังอาจทำ โรคระยำเพราะแรงยา
โรคนั้นคือโทโส จะภิยโยเร่งวัฒนา
แพทย์เร่งกระหน่ำยา ก็ยิ่งยับระยำเยิน

 

 

 

 

 

 

เมื่อเห็นว่าคนไข้ไม่หายเสียที แพทย์กลับให้ยาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจแรงเกินไป และทำให้คนไข้อาการหนักขึ้น เปรียบโรคภัยได้กับความโกรธ ที่ยิ่งเมื่อเติมเชื้อไฟ จะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น

 

  • อย่าอวดรู้ ควรพิจารณาปริมาณยาให้เหมาะสม
รู้แล้วอย่าอวดรู้ พินิจดูอย่าหมิ่นเมิน
ควรยาหรือยาเกิน กว่าโรคนั้นจึ่งกลับกลาย
ถนอมทำแต่พอควร อย่าโดยด่วนเอาพลันหาย
ผิโรคนั้นกลับกลาย จะเสียท่าด้วยผิดที

 

 

 

 

ไม่ควรอวดรู้ ต้องพิจารณาเรื่องปริมาณยาที่จะให้กับคนไข้อย่างถี่ถ้วน เพราะหากคนไข้เกิดแพ้ยา อาจทำให้อาการหนักมากขึ้น

 

  • หมอบางคนรู้เพียงยาแขนงหนึ่งแต่อวดรู้ ทำให้โรคหนักขึ้นได้
บ้างได้แต่ยาผาย บรรจุถ่ายจนถึงดี
เห็นโทษเข้าเป็นตรี จึ่งออกตัวด้วยตกใจ
บ้างรู้แต่ยากวาด เที่ยวอวดอาจไม่เกรงภัย
โรคน้อยให้หนักไป ดังก่อกรรมให้ติดกาย

 

 

 

 

แพทย์บางคนรู้จักแค่ยาระบาย (ยาผาย มีคุณสมบัติในการขับลม) พออาการหนักขึ้น รุนแรงขึ้นก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก ส่วนยากวาด (ยาที่ต้องนำมาบดให้ละเอียด ใช้ผสมกับน้ำ แล้วนำมาป้ายหรือล้วงกวาดที่ลำคอ) แต่เที่ยวอวดรู้ว่าตัวเองรู้จักยามากมายหลายชนิด ทำให้โรคที่ตัวเองรักษาอยู่ จากเบากลายเป็นหนัก ซึ่งถือเป็นการก่อกรรมกับผู้อื่น

ถอดคำประพันธ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เห็นไหมว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยนะ แต่สำหรัญการวิเคราะห์คุณค่าในด้านต่าง ๆ เราแนะนำให้เพื่อน ๆ เข้าไปดูและจดโน้ตกันในแอปพลิเคชัน StartDee คุณครูของเราวิเคราะห์ไว้ละเอียดยิบ ดูเพลิน ดูง่าย จำได้แน่นอน !

สำหรับเพื่อน ๆ ชั้น ม.5 ที่อยากเรียนวิชาภาษาไทยเพิ่มเติม คลิกอ่านบทเรียนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี, ถอดคำประพันธ์ เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย หรืออ่านบทเรียนเรื่องโคลนติดล้อ ตอนความนิยมเป็นเสมียนกันแบบเต็ม ๆ ได้เลย

Did you know ? :

รู้หรือไม่ นอกจากประเทศไทยของเรา ประเทศอื่น ๆ ก็มีตำราแพทย์โบราณเหมือนกันนะ อย่างประเทศอินเดียนั้นมีตำราอายุรเวทอายุกว่า ๒,๔๐๐ ปี  ซึ่งเปรียบเสมือนตำราแพทย์เล่มใหญ่ ที่มีทั้งตำรายาและตำราศัลยกรรม

สำหรับประเทศจีนนั้น มีตำราแพทย์ชื่อว่า หวงตี้เน่ยจิง ซึ่งถือกันว่าเป็นตำราแพทย์เล่มแรก ๆ ของโลก เพราะเขียนขึ้นตั้งแต่ ๒,๓๐๐ ปีก่อนคริสตกาล โดยจักรพรรดิหวงตี้ (หรือจักรพรรดิเหลือง) เป็นผู้ริเริ่มตำราแพทย์นี้ขึ้นมา มีการกล่าวถึงโรคต่าง ๆ สรรพคุณยาจีนโบราณ รวมไปถึงการฝังเข็มอีกด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: ธีรศักดิ์ จิระตราชู (ครูหนึ่ง)

Lin's International Medical Consultant. "ประวัติศาสตร์การแพทย์ยุคโบราณ." iemgthailand, 18 เมษายน 2563, https://liemgthailand.com/th/ประวัติศาสตร์-การแพทย์.

ลลิตา  ธีระสิริ. "ปรัชญาการรักษาโรคแบบตะวันออก- อัตลักษณ์ของอาเซียน." สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 16 เมษายน 2563, https://art-culture.cmu.ac.th/Lanna/articleDetail/1275

แสดงความคิดเห็น