คำประสม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิชาภาษาไทย

คำประสม-ชั้นมัธยมศึกษาปีที่-1-วิชาภาษาไทย

จากบทเรียนเรื่อง คำไทยแท้ ที่เราเรียนกันมา เพื่อน ๆ คงพอจำกันได้ว่าภาษาไทยเป็นภาษาตระกูลคำโดด หมายความว่าคำไทยแท้ส่วนใหญ่จะเป็นคำพยางค์เดียว เช่น พ่อ แม่ น้อง มา แต่เพื่อน ๆ สังเกตไหมว่าภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันมีคำหลายพยางค์ตั้งเยอะ เพราะจริง ๆ แล้วคำในภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ไม่ใช่คำไทยแท้ทั้งหมด เนื่องจากคำไทยแท้มีจำนวนน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการสื่อสาร ทำให้เราต้องยืมคำมาจากภาษาอื่น ๆ โดยนำมาปรับใช้กับภาษาไทยด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การประสมคำ อันเป็นที่มาของ “คำประสม” นั่นเอง

Banner-Green-Standard

 

“แล้วคำประสมคืออะไร มีลักษณะอย่างไร ถ้าอยากรู้ก็ตามไปดูกันเลย”

 

คำมูล คืออะไร เกี่ยวอะไรกับคำประสม

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับคำประสม เราอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ รู้จักคำมูลกันก่อน โดยคำมูลเป็นหน่วยของคำที่ “เล็กที่สุด” ที่ยังมีความหมาย และไม่สามารถแยกเป็นคำอื่นได้อีก เพราะถ้าแยกออกจากกันจะทำให้คำไม่มีความหมายหรือความหมายเปลี่ยนไป คำมูลเหล่านี้อาจจะเป็นคำไทยแท้ เช่น พ่อ แม่ ย่า ปู่ อยู่ มา น้อง ตอบ เกิด หรือเป็นคำที่มาจากภาษาอื่น ๆ เช่น ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษ ภาษาเขมร ภาษาจีน

  • คํามูลที่มาจากภาษาบาลี เช่น ธนู นัย นาคร นันท บงกช ปฏิรูป
  • คํามูลที่มาจากภาษาสันสกฤต เช่น ประจักษ์ ประชวร ประการ ปรัชญา บรรยาย
  • คํามูลที่มาจากภาษาอังกฤษ เช่น เกม เกรด เกียร์ ครีม ช็อค บอร์ด การ์ด กราฟ
  • คํามูลที่มาจากภาษาจีน เช่น เก๊ เก๋า เกี๊ยว ก๊ก ก๋ง โก๋ ง่วน
  • คํามูลที่มาจากภาษาอื่น ๆ เช่น กรม (ข.) ซูชิ (ญ.) กาแฟ (ฝ.)

ส่วนสาเหตุที่เราต้องรู้จักคำมูลกันก่อน ก็เพราะคำมูลเหล่านี้นี่แหละที่จะรวมตัวกัน กลายเป็น “คำประสม” ที่เราจะได้เรียนรู้กันในหัวข้อถัดไปนั่นเอง

 

แล้วคำประสมคืออะไรกันนะ

คำประสมเกิดจากการนำคำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปที่มีความหมายมาประสมกัน เมื่อประสมแล้วจะเกิดความหมายใหม่ที่แตกต่างออกไปจากคำมูลเดิม หรือยังคงความหมายเค้าเดิมของคำมูลนั้นอยู่ โดยคำมูลที่จะรวมเป็นคำประสม อาจเป็นคำไทยแท้หรือเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาอื่นก็ได้ ตัวอย่างคำประสมที่เราพบบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น วุ้นเส้น แว่นตา น้ำใจ พัดลม รถเมล์ 

สาเหตุที่ต้องสร้างคำประสมขึ้นใช้นั้นก็เพราะคำในภาษาไทยแต่เดิมมีจำกัด เมื่อเกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา คนไทยก็นำคำที่มีอยู่เดิมมารวมกันจนได้เป็นคำใหม่ คำประสมจึงเป็นวิธีการสร้างคำอย่างหนึ่งในภาษาไทย

 

ลักษณะ 4 ข้อของคำประสม

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำไหนเป็นคำประสม เพื่อน ๆ สามารถสังเกตคำประสมได้จาก

ลักษณะทั้ง 4 ข้อนี้

1. สามารถแยกเป็นคำ ๆ ได้ โดยคำที่แยกออกมาจะมีความหมายต่างกัน และเมื่อนำมารวมกันแล้วจะเกิดเป็น “คำใหม่” ที่มีเค้าความหมายของคำเดิมอยู่ หรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับคำเดิม เช่น

ลูกน้ำ (น. ลูกอ่อนของยุงที่ยังอาศัยอยู่ในนํ้า เมื่อแก่เข้าหลุดจากปลอกเป็นยุง) มาจาก

ลูก

 

น้ำ

น. ผู้มีกำเนิดจากพ่อแม่


+

น. สารประกอบซึ่งมีองค์ประกอบเป็นธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจนในอัตราส่วน ๑ : ๘ โดยนํ้าหนัก เมื่อบริสุทธิ์มีลักษณะเป็นของเหลว ใส ไม่มีสี กลิ่น รส มีประโยชน์มาก เช่นใช้ดื่ม ชำระล้างสิ่งสกปรก

 

2. สามารถแยกเป็นคำ ๆ ได้ โดยคำที่แยกออกมาจะมีความหมายต่างกัน และเมื่อนำมารวมกันแล้วจะเกิดเป็น “คำใหม่” ที่มีความหมายใหม่ ยกตัวอย่างเช่น คอหอย (น. อวัยวะภายในลำคอ เป็นทางร่วมของระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินอากาศหายใจ เริ่มตั้งแต่หลังโพรงจมูก หลังช่องปากลงไปจนถึงหลังกล่องเสียง) มาจาก 

คอ

 

หอย

น. ส่วนของร่างกายที่ต่อศีรษะกับตัว


+

น. ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัม Mollusca มีเปลือกหุ้มตัว ส่วนใหญ่แบ่งออกได้เป็น ๒ จำพวก ตามลักษณะเปลือก คือ จำพวกกาบเดี่ยว และจำพวกกาบคู่

 

3. สามารถแยกเป็นคำ ๆ ได้ โดยคำที่แยกออกมาจะมีความหมายต่างกัน และเมื่อนำมารวมกันแล้วจะเกิดเป็น “คำใหม่” ที่มีความหมายเปรียบเทียบ ยกตัวอย่างเช่น แมวมอง (น. ผู้ที่คอยสังเกตหรือซุ่มดูว่ามีใครสวยหรือเล่นกีฬาเก่ง แล้วแนะนำให้วงการที่เกี่ยวข้องชักชวนมาเป็นดารา ประกวดความงาม หรือร่วมแข่งขันกีฬา เป็นต้น) มาจาก 

แมว 

 

มอง

น. ชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิด Felis catus Linn. ในวงศ์ Felidae ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ตามบ้าน


+

ก. มุ่งดู

 

4. สามารถแยกเป็นคำ ๆ ได้ โดย คำที่แยกออกมาจะมาจากภาษาใดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น รถทัวร์ (น. รถปรับอากาศขนาดใหญ่ที่รับผู้โดยสารเดินทางไปยังต่างจังหวัด) มาจาก

รถ

 

ทัวร์ 

น. ยานที่มีล้อสำหรับเคลื่อนไป เช่น รถม้า รถยนต์ รถไฟ. (ป.)


+

ท่องเที่ยว (อ. Tour)

 

นอกจากคำประสมที่มี 2 พยางค์ที่เรายกตัวอย่างให้เพื่อน ๆ ดูกันไปแล้ว ยังมีคำประสมที่มี 3 พยางค์ 4 พยางค์ และมากกว่านั้นด้วย ยกตัวอย่างคำประสมที่มี 3 พยางค์ เช่น เจ้าหน้าที่ การศึกษา การเลือกตั้ง รถโดยสาร คำประสมที่มี 4 พยางค์ เช่น นักการภารโรง เข้านอกออกใน คอขาดบาดตาย จะเห็นว่าในบางกรณี คำประสมก็มีลักษณะเป็นสำนวนคล้องจองด้วย

 

หน้าที่ของคำประสม

ถ้าเพื่อน ๆ สังเกตดี ๆ ก็จะพบคำประสมเหล่านี้ในคำแทบจะทุกชนิดของภาษาไทยเลย ยกตัวอย่างเช่น 

  1. คำนาม เช่น หีบเพลง หางเสือ หน้าตา เครื่องซักผ้า หนังสือนิยาย
  2. คำสรรพนาม เช่น ข้าพระพุทธเจ้า เกล้ากระหม่อม กระผม พ่อคุณ แม่คุณ
  3. คำกริยา เช่น จับจอง กักตุน ตบตี พิมพ์ดีด ท่องจำ เข้าใจ
  4. คำวิเศษณ์ เช่น อ่อนหวาน น่ารัก น่าเกลียด ใจเย็น ใจดำ รีบร้อน
  5. คําบุพบท เช่น ระหว่างที่ ในขณะที่ ต่อเมื่อ ตั้งแต่ โดยเฉพาะ
  6. คําสันธาน เช่น เพราะเหตุว่า มิฉะนั้น ดังนั้นจึง แต่ทว่า
  7. คำอุทาน เช่น แม่เจ้าโว้ย ! ตายจริง ! พุทโธ่พุทถัง !

คำประสมนี่มีเยอะจริง ๆ เลยนะเนี่ย ก่อนจากกันไปเราขอย้ำให้เพื่อน ๆ ฟังอีกครั้งว่า “คำประสมเกิดจากการนำคำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมารวมกัน เกิดเป็นคำใหม่ อาจมีความหมายใหม่หรือยังมีเค้าความหมายเดิมอยู่ก็ได้” และเมื่อนำบทเรียนนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อน ๆ ต้องระวังความสับสนระหว่าง “คำประสม” “วลี” และ “ประโยค” ด้วยนะ ถ้าอยากรู้ว่า 3 ชนิดนี้ต่างกันอย่างไร ก็สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน StartDee แล้วไปเรียนกับครูดรีมได้เลย หรือจะแวะไปศึกษาวรรณคดีไทยต่อในบทความเรื่อง นิราศภูเขาทอง และ กาพย์พระไชยสุริยา ก็ดีนะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: ธีรศักดิ์ จิระตราชู (ครูหนึ่ง)

แสดงความคิดเห็น