บทละครพูดคำฉันท์ เรื่องมัทนะพาธา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาภาษาไทย

มัทนะพาธา

ในฐานะราชินีแห่งมวลดอกไม้ กุหลาบถือเป็นตัวแทนแห่งความรักและความงาม ทุกเทศกาลวาเลนไทน์ผู้คนต่างใช้ดอกกุหลาบเพื่อส่งต่อความรักและความในใจ และโลกของเราก็มีตำนานเล่าขานถึงดอกไม้กลีบบางนี้มากมายเหลือเกิน

แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมว่าตำนานดอกกุหลาบฉบับไทยในชื่อ ‘มัทนะพาธา’ นั้นเศร้าเคล้าน้ำตากว่าที่คิด 

Banner-Orange-Standard

มัทนะพาธาและความเป็นมาของตำนานแห่งดอกกุหลาบ (แบบไทย ๆ)

กุหลาบเป็นดอกไม้ที่อยู่เคียงคู่กับมนุษย์มาอย่างยาวนาน จากหลักฐานฟอสซิล กุหลาบอาจปรากฏขึ้นบนโลกตั้งแต่ ๓๕ ล้านปีก่อน ด้วยความที่อยู่มานาน เรื่องราวของดอกกุหลาบจึงแทรกซึมอยู่ในเรื่องเล่าและตำนานของชนชาติต่าง ๆ มากมาย ส่วนตำนานดอกกุหลาบแบบไทย ๆ นั้นมีจุดเริ่มต้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)

ตำนานดอกกุหลาบที่ว่านั้นคือ ‘มัทนะพาธา’ บทละครพูดที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ‘คิดพล็อต’ ขึ้นเองทั้งหมด รัชกาลที่ ๖ ทรงเริ่มพระราชนิพนธ์มัทนะพาธาเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ถึง ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ใช้เวลาแต่งรวมแค่ ๑ เดือนกับ ๑๗ วันก็เสร็จสมบูรณ์ หลังจากได้เค้าโครงเรื่องของตำนาน ขั้นตอนต่อมาคือการหาชื่อดอกกุหลาบที่จะมาเป็นชื่อของนางเอกในภาษาบาลีสันสกฤต เบื้องต้นพระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) ได้เสนอชื่อ ‘กุพฺชก’ ซึ่งหากจะให้เป็นชื่อนางเอกต้องเปลี่ยนเสียงเป็นคำว่า ‘กุพฺชกา’ ให้ฟังดูไพเราะ แต่ความหมายของคำว่ากุพฺชกานั้นแปลว่านางค่อม สุดท้ายจึงได้ชื่อ ‘มัทนา’ ที่มาจากคำว่า ‘มทน’ อันมีความหมายว่า ‘ความลุ่มหลงหรือความรัก’ มาแทน

ในส่วนของชื่อเรื่อง เมื่อคำว่า ‘มทน’ รวมกับคำว่า ‘พาธา’ ที่แปลว่าความทุกข์ ความหมายของ ‘มัทนะพาธา’ ในพจนานุกรมสันสกฤตจึงหมายถึง ‘ความเจ็บหรือเดือดร้อนแห่งความรัก’ ซึ่งตรงกับแกนเรื่องหลักของตำนานดอกกุหลาบไทย ๆ ฉบับนี้พอดี โดยวัตถุประสงค์ในการแต่งบทละครพูดคำฉันท์ เรื่องมัทนะพาธานี้ ก็เพื่อความบันเทิง และเพื่อชี้ให้เห็นถึงอานุภาพแห่งความรักที่สร้างความทุกข์ความเจ็บปวดได้หากไม่สมหวังในรัก

 

 

หนังสือที่แต่งได้โดยยาก

ลักษณะคำประพันธ์ของบทละครพูดคำฉันท์ เรื่องมัทนะพาธา

หากเพื่อน ๆ สังเกตดี ๆ ก็จะพบว่าวรรณคดีไทยหลาย ๆ เรื่องที่เราได้ศึกษากันในระดับชั้นมัธยมนั้นมีผลงานพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๖ อยู่มากมายทีเดียว และจากการที่ได้ไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดละครพูดตามแบบตะวันตกมาก และได้พระราชนิพนธ์บทละครพูดเองอยู่หลายเรื่อง เช่น บทละครเรื่องเห็นแก่ลูก ตามใจท่าน เวนิสวาณิช วิวาห์พระสมุทร และอื่น ๆ โดยบทละครเหล่านี้มักเป็นร้อยแก้วหรือคำกลอน แต่มัทนะพาธาเป็นบทละครพูดเรื่องเดียวที่แต่งเป็นฉันท์ ประกอบด้วยฉันท์ทั้งหมด ๒๑ ประเภทภายในเรื่องเดียว ได้แก่ อินทวงศ์ฉันท์ ๑๒ วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ อุปชาติฉันท์ ๑๑ จิตรปทาฉันท์ ๘ อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ สาลินีฉันท์ ๑๑ อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑ สวางคตาฉันท์ ๑๑ รโธทธตาฉันท์ ๑๑ โตฏกฉันท์ ๑๒ กมลฉันท์ ๑๒ ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ ปิยังวทาฉันท์ ๑๒ วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ มันทักกันตาฉันท์ ๑๗ กุสุมิตลดาเวลิตาฉันท์ ๑๘ สัททุลวิกีฬิตฉันท์ ๑๙ เมฆวิปผุชชิตาฉันท์ ๑๙ อิทิสังฉันท์  ๒๐ สัทธราฉันท์ ๒๑ 

ฉันท์เป็นร้อยกรองชนิดหนึ่งที่มีความไพเราะและโดดเด่นแตกต่างกันไปแต่ละชนิด โดยลักษณะเด่นของฉันท์คือมีการกำหนดครุและลหุ และมีสัมผัสกำหนดเป็นมาตรฐาน ซึ่ง ‘ครุ’ คือคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว และคำที่มีตัวสะกดทั้งหมด ส่วน ‘ลหุ’ คือคำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นและไม่มีตัวสะกด

ยกตัวอย่างเช่น อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่มีลีลางดงามประดุจสายฟ้าที่เป็นอาวุธของพระอินทร์ นิยมแต่งในบทชม หรือบทโศกที่มีการคร่ำครวญ

มัทนะพาธา-อินทรวิเชียรฉันท์

จิตรปทาฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ที่มีส่วนหรือข้อความวิจิตรงดงาม นิยมแต่ง ๒ บทคู่กันเป็นตอนหนึ่ง

จิตรปทาฉันท์-มัทนะพาธา

กมลฉันท์ ๑๒ ฉันท์ที่มีลีลากล่อมใจให้เพลิดเพลิน

กมลฉันท์-มัทนะพาธา

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ เป็นฉันท์ที่มีความงดงามประดุจสายฝน มักใช้เพื่อพรรณาหรือสดุดีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 

วสันตดิลกฉันท์-มัทนะพาธา

วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ เป็นฉันท์ที่เปล่งสำเนียงยาวดุจสายฟ้าแลบ

วิชชุมมาลาฉันท์-มัทนะพาธา

สาลินีฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์ที่มากไปด้วยครุ 

สาลินีฉันท์-มัทนะพาธา

เนื่องจากมีการใช้ฉันท์หลายประเภทมาก มัทนะพาธาจึงนับว่าเป็นวรรณคดีไทยที่มีคุณค่าและแต่งได้ยากเรื่องหนึ่ง นอกจากฉันท์ยังมีส่วนของร้อยแก้วและกาพย์อื่น ๆ เช่น กาพย์ฉบัง ๑๖ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ กาพย์ยานี ๑๑ มัทนะพาธามีความยาวทั้งหมด ๕ องก์ โดยองก์ที่ยกมาให้เพื่อน ๆ ได้เรียนกันในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ เป็นองก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนสวรรค์



แนะนำตัวละครและฉากในบทละครพูดคำฉันท์ เรื่องมัทนะพาธา

ในองก์ที่ ๑ เรื่องราวจะเกิดขึ้นบนสวรรค์ทั้งหมด ตัวละครที่สำคัญได้แก่

มัทนา: มัทนาเป็นเทพธิดาที่สุเทษณ์หมายปอง มีรูปโฉมงดงามและมีจิตใจซื่อตรง ในอดีตชาติเคยเกิดเป็นธิดาของท้าวสุราษฎร์ แห่งแคว้นสุราษฎร์

สุเทษณ์: ในอดีตชาติ สุเทษณ์นั้นเกิดเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นปัญจาละ ได้ทำพลีกรรม (การบูชาเทพเจ้า) จนได้มาเกิดในสวรรค์ สุเทษณ์เป็นเทพผู้มีฤทธิ์ มีนิสัยเอาแต่ใจ และหลงใหลนางมัทนาเป็นที่สุด

มายาวิน: เป็นวิทยาธรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ สุเทษณ์ใช้มายาวินให้ใช้เวทมนตร์เรียกมัทนามาที่วิมานของตน

ท้าวชัยเสน: กษัตริย์หนุ่มรูปงามผู้ครองเมืองหัสตินาปุระ เมื่อได้ไปท่องเที่ยวล่าสัตว์ในป่าก็ได้พบมัทนาและตกหลุมรักนางทันที

ฤาษีกาละทรรศิน: ฤาษีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมวันต์ และคอยดูแลนางมัทนาเสมือนบุตรสาวของตน

 

เรื่องย่อของบทละครพูดคำฉันท์ เรื่องมัทนะพาธา

ในดินแดนสวรรค์ เทพบุตรสุเทษณ์กำลังกลัดกลุ้มและทุกข์ใจมากเพราะหลงรักมัทนา เทพธิดาผู้มีรูปโฉมงดงามแต่นางกลับไม่สนใจเขาเลย สุเทษณ์จึงให้มายาวิน วิทยาธรผู้เชี่ยวชาญด้านมนตร์คาถาใช้มนตร์เรียกมัทนามายังวิมานของตน แต่ด้วยฤทธิ์มนตร์ทำให้มัทนามึนงงจนพูดจาไม่รู้เรื่อง สุเทษณ์จึงสั่งให้มายาวินคลายมนตร์สะกดและพูดเกี้ยวรำพึงรำพันขอให้มัทนารับรัก แต่นางมัทนาไม่มีใจให้สุเทษณ์จึงกล่าวปฏิเสธไป สุเทษณ์โกรธมากจึงสาปให้มัทนาไปจุติเป็นดอกกุหลาบบนโลกมนุษย์ ให้นางคืนร่างเป็นหญิงสาวได้ในคืนวันเพ็ญ หากนางมีความรักเมื่อใดก็จะคงรูปเป็นมนุษย์ไปตลอด ไม่กลับคืนร่างเป็นกุหลาบอีก พร้อมบอกแก่มัทนาว่า หากวันใดมัทนาผิดหวังในความรักขึ้นมา ก็ให้อ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากสุเทษณ์

มัทนาในร่างดอกกุหลาบจึงลงมาจุติ ณ กลางป่าหิมวันต์ ฤาษีกาละทรรศินผู้มีตบะแก่กล้ารู้ว่ากุหลาบดอกนี้เป็นเทพธิดาที่ลงมาจุติ จึงขุดดอกกุหลาบไปปลูกไว้ใกล้อาศรมและดูแลมัทนาเหมือนลูกสาว จนกระทั่งวันหนึ่งท้าวชัยเสน กษัตริย์ผู้ครองเมืองหัสตินาปุระเสด็จมาท่องเที่ยวล่าสัตว์ในป่า เมื่อชัยเสนได้พบกับมัทนาก็ตกหลุมรักนางทันทีและมัทนาเองก็มีใจให้ชัยเสนเช่นกัน ทั้งสองกล่าวคำสัญญารักแก่กัน ฤาษีกาละทรรศินจึงจัดพิธีวิวาห์อย่างเรียบง่ายให้แก่ทั้งสอง จากนั้นชัยเสนจึงพานางมัทนากลับเมืองหัสตินาปุระ

แต่ชัยเสนมีมเหสีอยู่แล้วคือนางจันฑี เมื่อเห็นความรักที่ชัยเสนมีต่อมัทนานางจึงเจ็บปวดและโกรธแค้นมาก จึงขอให้พระบิดาผู้เป็นราชาครองแคว้นมคธยกทัพมาทำศึกกับหัสตินาปุระ ชัยเสนจึงต้องไปออกรบ และเมื่อสบโอกาส จัณฑีจึงออกอุบายลวงว่ามัทนาป่วย เมื่อชัยเสนมาเยี่ยมมัทนา จัณฑีก็ร่วมมือกับคนใช้ช่วยกันจัดฉากใส่ร้ายมัทนาว่าแอบเป็นชู้กับศุภางค์  ทหารเอกคู่ใจของชัยเสน ชัยเสนเมื่อได้ทราบก็โกรธมาก สั่งให้เพชฌฆาตประหารมัทนาและศุภางค์ทันที แต่เพชฌฆาตสงสารจึงปล่อยทั้งคู่ไป มัทนาจึงกลับเข้าไปในป่าพร้อมกับศิษย์ของฤาษีกาละทรรศินด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ส่วนศุภางค์เองก็ปลอมตัวเข้าไปในกองทัพและออกรบจนเสียชีวิตในหน้าที่

ชัยเสนมารู้ความจริงในภายหลังจากพราหมณ์เฒ่าผู้เคยรับใช้จัณฑีว่าจริง ๆ แล้วมัทนาไม่เคยคิดคบชู้กับศุภางค์เลย ทั้งหมดเป็นแผนของนางจัณฑีที่ต้องการใส่ร้ายมัทนา เมื่อรู้ดังนั้นชัยเสนก็เสียใจอย่างมากและคิดจะฆ่าตัวตายตามมัทนาไปแต่เพชฌฆาตบอกว่าตนละเมิดคำสั่ง ไม่ได้ประหารศุภางค์และมัทนา ชัยเสนจึงรีบไปตามหามัทนาทันที แต่ในขณะนั้นมัทนาผู้เศร้าเสียใจในความรักก็ได้อ้อนวอนขอให้สุเทษณ์ช่วยตน สุเทษณ์จึงปรากฏตัวพร้อมกับรำพันขอความรักจากมัทนาอีกครั้งโดยเสนอตำแหน่งมเหสีให้ แต่มัทนาก็ยังคงปฏิเสธเช่นเดิม สุเทษณ์โกรธมากจึงสาปให้มัทนากลายเป็นกุหลาบตลอดไป และเมื่อชัยเสนมาถึงก็สายเกินไป จึงนำกุหลาบกลับไปปลูกที่เมืองหัสตินาปุระพร้อมขอพรจากฤาษีกาละทรรศินให้กุหลาบนี้ไม่โรยราจนกว่าตนจะสิ้นอายุขัย ฤาษีกาละทรรศินก็อวยพรให้และบันดาลให้กุหลาบไม่มีวันสูญพันธุ์ไปจากโลก หากผู้ใดมีใจรักต่อกันก็ให้ดอกกุหลาบนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักสืบไป

 

ถอดคำประพันธ์บทละครพูดคำฉันท์ เรื่องมัทนะพาธา

เนื้อเรื่องขององก์ที่ ๑ ส่วนที่ยกมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านนั้นเป็นบทสนทนาโต้ตอบระหว่างมัทนาและสุเทษณ์ ทั้งตอนที่มัทนาโดนมนตร์สะกดของมายาวิน และตอนที่คลายมนตร์จนได้สติ รวมถึงตอนที่มัทนาโดนสุเทษณ์สาปให้ลงไปเกิดเป็นดอกกุหลาบ

ซึ่งตอนต้นที่ถูกตัดออกไปจะเล่าถึงสวรรค์และวิมานของสุเทษณ์เทพบุตรที่มีนางอัปสรคอยให้ความสำราญอยู่มากมาย แต่สุเทษณ์ก็ยังไม่มีความสุขเพราะใจยังพะวงรักอยู่แต่กับนางมัทนา แม้ข้ารับใช้จะหารูปของสตรีอื่นมาให้ชมแต่สุเทษณ์ก็ไม่สนใจ ข้ารับใช้จึงได้แนะนำ ‘มายาวิน’ วิทยาธรที่มีความรู้ด้านเวทมนตร์ให้ได้เข้าพบ สุเทษณ์แม้จะไม่แน่ใจในผลลัพธ์แต่ก็ตื่นเต้นมาก เรียกให้มายาวินเข้ามาพบทันที เมื่อได้พบ สุเทษณ์ก็พูดถึงนางมัทนา หญิงที่ตนหมายปอง มายาวินก็เล่าถึงความบาดหมางที่เกิดขึ้นในชาติก่อน อันเป็นเหตุให้มัทนาและสุเทษณ์ไม่สามารถครองรักกันได้

ในอดีตชาติ สุเทษณ์นั้นเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นปัญจาละและหลงรักนางมัทนา ธิดาของท้าวสุราษฎร์ แต่เมื่อสุเทษณ์ส่งทูตไปสู่ขอนางมัทนาท้าวสุราษฎร์ก็ไม่ยอมยกธิดาให้ สุเทษณ์โกรธมากจึงยกทัพไปตีเมืองสุราษฎร์จนแตกและขู่ว่าจะประหารชีวิตท้าวสุราษฎร์ ถ้านางมัทนาไม่ยอมเป็นของตน มัทนาจึงยอมถวายตัวเป็นบาทบริจาริกา (ภรรยา) ของสุเทษณ์ แต่เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้วนางก็ฆ่าตัวตายต่อหน้าสุเทษณ์ทันที จากนั้นนางจึงมาเกิดในภพสวรรค์นี้ ส่วนสุเทษณ์ก็ทำพลีกรรมจนได้มาเกิดในสวรรค์และตกหลุมรักนางมัทนาเช่นเดิม

สุเทษณ์ได้รับทราบเรื่องราวในอดีต แต่ก็ยังมีความหวังว่ามนตร์ของมายาวินจะช่วยให้ตนสมปรารถนาได้ จึงให้มายาวินทำพิธีกรรมเรียกนางมัทนามาที่วิมานของตน

(มายาวินประนมมือและนั่งบริกรรม. พิณพาทย์ทำเพลงตระสันนิบาต. ทุก ๆ คนตั้งตาคอยมองดู. พอรัวท้ายตระ มัทนาเดิรออกมา, ตาจ้องเป๋งไม่แลดูใครและกิริยาอาการเปนอย่างคนที่ยังหลับอยู่, และพูดหรือแสดงกิริยาอย่างคนที่ฝัน. สุเทษณ์ลุกจากบัลลังก์ลงมาต้อนรับด้วยความยินดี แต่ครั้นเห็นมัทนาจังงังอยู่ไม่ยิ้มแย้มก็ชงัก, แล้วหันไปพูดกับมายาวิน.)

[กาพย์สุรางคณา ๒๘]
     
สุเทษณ์. นางมาแล้วไซร้ แต่ว่าฉันใด จึ่งไม่พูดจา? นางมาแล้ว แต่ทำไมไม่พูดอะไรเลย
มายาวิน. นางยังงงงวย ด้วยฤทธิ์มนตรา, แต่ว่าตูฃ้า จะแก้บัดนี้. นางยังงง ๆ อยู่เพราะฤทธิ์ของมนตร์ ข้าจะแก้ไขให้เดี๋ยวนี้
(พูดสั่งมัทนา.)      
  ดูก่อนสุชาตา มะทะนาวิไลยศรี,
นี่มัทนาคนสวย ถ้าท่านสุเทษณ์พูดอะไรให้ตอบนะ เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ให้รีบตอบ
  ยามองค์สุเทษณ์มี วรพจน์ประการใด,
  นางจงทำนูลตอบ มะธุรสธตรัสไซร้;
  เฃ้าใจมิเฃ้าใจ ฤก็ตอบพะจีพลัน.
มัทนา. เฃ้าใจละเจ้าฃ้า; ผิวะองค์สุเทษณ์นั้น
เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าท่านสุเทษณ์พูดมาฉันก็จะตอบทันที
  ตรัสมาดิฉันพลัน จะเฉลยพระวาที.
  บอกหน่อยเถอะว่าดะรุณิเจ้า ก็จะยอมสมัครัก.  
มัทนา. ตูฃ้าสมัคฤมิสมัค ก็มิขัดจะคล้อยตาม. ตัวฉันจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็จะไม่ขัดท่านหรอกค่ะ
สุเทษณ์. จริงฤๅนะเจ้าสุมะทะนา วจะเจ้าแถลงความ? ที่พูดมานี่จริงเหรอมัทนา ?
มัทนา. ฃ้าขอแถลงวะจะนะตาม สุรเทวะโปรดปราน. ฉันจะขอพูดตามที่ท่านสุเทษณ์พอใจค่ะ
สุเทษณ์. รักจริงมิจริงฤก็ไฉน อรไทยบ่แจ้งการ? สรุปมัทนารักพี่จริงไหม ?
มัทนา. รักจริงมิจริงก็สุระชาญ ชยะโปรดสถานใด? รักจริงหรือไม่ ท่านอยากให้เป็นแบบไหนล่ะคะ ?
สุเทษณ์. พี่รักและหวังวธุจะรัก และบทอดบทิ้งไป. พี่รักเจ้าและหวังว่าเจ้าจะรักพี่ พี่จะไม่ยอมทิ้งเจ้าไปไหน
มัทนา. พระรักสมัคณพระหทัย ฤจะทอดจะทิ้งเสีย? ก็ท่านรักฉันจริงจากใจ ท่านจะทิ้งฉันไปได้อย่างไรล่ะคะ
สุเทษณ์. ความรักละเหี่ยอุระระทด เพราะมิอาจจะคลอเคลีย. ความรักครั้งนี้มันช่างน่าเหนื่อยใจ เพราะพี่ไม่สามารถคลอเคลียกับเจ้าได้
มัทนา. ความรักระทดอุระละเหี่ย ฤจะหายเพราะเคลียคลอ? ความรักอันน่าเหนื่อยใจจะหายไปเพราะได้เคลียคลอเหรอคะ ?
สุเทษณ์. โอ้โอ๋กระไรนะมะทะนา บมิตอบพะจีพอ? โอ้โห ทำไมนะมัทนา ทำไมไม่ตอบพี่ให้ชื่นใจ หน่อย
มัทนา. โอ้โอ๋กระไรอะมระง้อ มะทะนามิพอดี ! โอ๊ะโอ ทำไมท่านโกรธซะแล้ว มัทนาคงไม่ดีพอสำหรับท่าน
สุเทษณ์. เสียแรงสุเทษณ์นะประดิพัทธ์ มะทะนาบเปรมปรีย์. เสียแรงที่พี่ทุ่มเทความรัก มัทนาไม่เคยสนใจเลย
มัทนา. แม้ฃ้าบเปรมปฺริยะฉะนี้ ผิจะโปรดก็เสียแรง. ก็ฉันไม่สนใจท่าน ดังนั้นท่านชอบฉันต่อไปก็เสียแรงเปล่า
สุเทษณ์. โอ้รูปวิไลยะศุภะเลิด บมิควรจะใจแขง. โอ้ มัทนาก็เป็นคนสวย ไม่ควรจะใจแข็งอย่างนี้เลย
มัทนา. โอ้รูปวิไลยะมละแรง ละก็จำจะแขงใจ. โอ้ สวยไปก็เท่านั้นค่ะ เพราะยังต้องมาทนฝืนใจอยู่อย่างนี้
 
(สุเทษณ์จ้องดูนาง, แต่นางยังคงตาลอยไม่จับตาอยู่ สุเทษณ์ออกฉงน, จึ่งลองพูดไปอีก.)
สุเทษณ์. หากพี่จะกอดวธุและจุม- พิตะเจ้าจะว่าไร? ถ้าพี่จะกอดและจูบเจ้า เจ้าจะว่าอะไรไหม ?
มัทนา. ฃ้าบาทจะขัดฤก็มิได้ ผิพระองค์จะทรงปอง. ตัวฉันจะขัดก็คงไม่ได้ หากท่านต้องการเช่นนั้น
สุเทษณ์. ว่าแต่จะเต็มฤดิฤหาก ดนุกอดและจูบน้อง? แล้วจะเต็มใจไหมล่ะถ้าพี่จะกอดและจูบเจ้า ?
มัทนา. เต็มใจมิเต็มดนุก็ต้อง ประติบัติ์ระเบียบดี. ตัวฉันเต็มใจหรือไม่เต็มใจท่านก็คงจะทำอยู่ดี
 
(สุเทษณ์ไม่พอใจในคำตอบของนาง, จึ่งหันไปพูดกับมายาวิน.)
[กาพย์สุรางคณา ๒๘]
     
สุเทษณ์. แน่ะมายาวิน เหตุใดยุพิน จึงเปนเช่นนี้?
นี่มายาวิน ทำไมมัทนาถึงเป็นแบบนี้ล่ะ ดูเหมือนคนละเมอ ไม่มีชีวิตจิตใจ ถามอะไรก็ตอบยอกย้อนตลอด แบบนี้ก็เหมือนพูดกับหุ่นยนต์เลยน่ะสิ
  ดูราวมะเมอ เผลอๆ ฤดี ประดุจไม่มี ชีวิตจิตใจ.
  คราใดเราถาม หล่อนก็ย้อนความ เหมือนเช่นถามไป,
  ดังนี้จะยวน ชวนเชยฉันใด ก็เปรียบเหมือนไป พูดกับหุ่นยนตร์.
มายาวิน. เทวะ, ที่นาง อาการเปนอย่าง นี้เพราะฤทธิ์มนตร์;
ท่านสุเทษณ์ ที่นางเป็นแบบนี้ก็เพราะฤทธิ์มนตร์นั่นแหละ มนตร์นี้บังคับนางให้ตอบคำถามตามที่ท่านต้องการได้ แต่จะบังคับใจให้นางรักท่านตลอดไปนั้นทำไม่ได้หรอก แต่หากท่านต้องการยอมเป็นภรรยา ข้าก็พอจะบังคับนางให้ท่านได้
  โยคะอันขลัง บังคับได้จน ให้ตอบยุบล ได้ตามต้องการ
  แต่จะบังคับ ใครๆ ให้กลับ มโนวิญญาณ,
  ให้ชอบให้ชัง ยืนยังอยู่นาน ย่อมจะเปนการ สุดพ้นวิสัย.
  หากว่าพระองค์ มีพระประสงค์ อยู่เพียงจะให้
  นงคราญฉลอง รองพระบาทไซร้ ฃ้าอาจผูกใจ ไว้ด้วยมนตรา,
  มิให้นงรัตน์ ดื้อดึงขึ้งขัด ซึ่งพระอัชฌา,
  บังคับให้ยอม ประนอมเปนฃ้า บาทบริจา ริกาเทวัน.
สุเทษณ์. อ๊ะ ! เราไม่ขอ ได้นางละหนอ โดยวิธีนั้น !
อ๊ะ ! ไม่ล่ะ เราไม่อยากได้นางด้วยวิธีนั้น เรารักนางจากใจและก็อยากให้นางรักเราตอบเช่นกัน การใช้เวทมนตร์บังคับตามใจตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวอย่างนี้คงไม่ดี เราต้องการให้นางรักเราจากใจจริงมากกว่า ดังนั้น มายาวินเจ้ารีบคลายมนตร์ซะเถอะ ถ้าครั้งนี้หากเราโชคดี เราคงได้สมหวัง
  เสียแรงเรารัก สมัคใจครัน อยากให้นางนั้น สมัครักตอบ.
  ผูกจิตด้วยมนตร์ แล้วตามใจตน ฝ่ายเดียวมิชอบ,
  เราใฝ่ละโบม ประโลมใจปลอบ ให้นางนึกชอบ นึกรักจริงใจ.
  ฉนั้นท่านครู คลายเวทมนตร์ดู อย่าช้าร่ำไร,
  หากเราโชคดี ครั้งนี้คงได้ สิทธิ์สมดังใจ; รีบคลายมนตรา.
มายาวิน. เอวํ เทวะ (มายาวินเริ่มคลายเวทมนตร์)

 

(มายาวินประนมมือแล้วร่ายมนตร์ต่อไปนี้)

[วิชชุมมาลาฉันท์ ๘]
     
มายาวิน. อันเวทอาถรรพ์ ที่พันธ์ผูกจิต แห่งนางมิ่งมิตร์ อยู่บัดนี้นา,
เวทมนตร์ที่บังคับใจนางมัทนาอยู่ ณ บัดนี้จงคลี่คลายไป สวัสดีสวาหาย !
  จงเคลื่อนคลายฤทธิ์ จากจิตกัญญา คลายคลายอย่าช้า สวัสดีสวาหาย !

 

(พิณพาทย์ทำเพลงรัว. มายาวินยกมือไหว้แล้วเสกเป่าไปทางมัทนา. ฝ่ายมัทนาค่อย ๆ รู้สึกตัว, เอามือลูบตาเหมือนคนตื่นนอน, และพอจบรัวก็พอได้สติบริบูรณ์. บัดนี้นางเหลียวแลไปเห็นสุเทษณ์ก็ตกใจ, ตั้งท่าเหมือนจะหนีไป, แต่สุเทษณ์ขวางทางไว้.)

[กาพย์ฉบัง ๑๖]      
สุเทษณ์. อ้ามัทนาโฉมฉาย เฉิดช่วงดังสาย วิชชุประโชติอัมพร
โอ้ มัทนาคนสวย มาถึงนี่แล้วจะรีบไปไหนล่ะจ๊ะ ?
  ไหนๆ ก็เจ้าสายสมร มาแล้วจะร้อน และรนและรีบไปไหน?
มัทนา. เทวะ, อันฃ้านี้ไซร้ มานี่อย่างไร บทราบสำนึกสักนิด;
ท่านสุเทษณ์​ ข้ามาที่นี่ได้อย่างไรไม่รู้ตัวเลย จำได้ว่าข้าเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้มีลมพัดเย็นสบาย แต่อยู่ดี ๆ ก็เกิดร้อนในอกเหมือนไฟเผาไหม้ ตัวข้าล้มลงไปแต่ไม่ทราบว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ หรือจะมีใครไปอุ้มข้ามา ขอท่านสุเทษณ์อภัยให้ข้าด้วยที่บุกรุกถึงที่พักของพระองค์
  จำได้ว่าฃ้าสถิต ในสวนมาลิต และลมรำเพยเชยใจ,
  แต่อยู่ดีๆ ทันใด บังเกิดร้อนใน อุระประหนึ่งไฟผลาญ,
  ร้อนจนสุดที่ทนทาน แรงไฟในราน ก็ล้มลงสิ้นสมฤดี.
  ฉันใดมาได้แห่งนี้? หรือว่าได้มี ผู้ใดไปอุ้มฃ้ามา?
  ขอพระองค์จงเมตตา และงดโทษฃ้า ผู้บุกรุกถึงลานใน.
สุเทษณ์. อ้าอรเอกองค์อุไร พี่จะบอกให้ เจ้าทราบคดีดังจินต์;
มัทนา พี่เองนี่แหละที่ใช้มายาวินให้ใช้ฤทธิ์มนตร์พาเจ้ามาที่นี่
  พี่เองใช้มายาวิน ให้เชอญยุพิน มาที่นี้ด้วยอาถรรพ์.
มัทนา. เหตุใดพระองค์ทรงธรรม์ จึ่งทำเช่นนั้น ให้ฃ้าพระบาทต้องอาย
ทำไมท่านสุเทษณ์ถึงทำเช่นนั้นให้ข้าต้องอายชาวสวรรค์ด้วย ท่านช่างใจร้ายเหลือเกิน
  แก่หมู่ชาวฟ้าทั้งหลาย? โอ้พระฦๅสาย พระองค์บทรงปราณี.

(มัทนาร้องไห้. พิณพาทย์ทำเพลงโอด สุเทษณ์ปลอบ.)

สุเทษณ์. อ้ายอดสิเนหา มะทะนาวิสุทธิศรี,
โอ้ อย่าเศร้าไปเลยนะมัทนาที่รัก พี่รักเจ้านะ สัญญาเลยว่าจะคอยดูแลเจ้าไปตลอด
 
 
 
 
ที่พี่รักมัทนานั้นไม่เห็นมีอะไรน่าอาย เพราะหญิงกับชายก็ควรจะครองรักกันอยู่แล้ว มัทนาเองก็เป็นคนสวย ไม่ควรจะไร้คู่เพราะช่างเลือกเลยนะจ๊ะ มัทนาเองก็งามราวกับเทวดาสร้าง พี่นี่มีบุญจริง ๆ จึงได้มาพบรักกับคนสวย ๆ อย่างมัทนา ขอเพียงเจ้ายอมรับรัก เราทั้งสองก็จะมีความสุขกันเรื่อยไป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ถ้าเจ้ารับรักพี่ พี่ก็คงหายทุกข์ระทมใจ พี่รักเจ้ามาก แต่หากไม่สมหวังในรักนี้ ก็เหมือนพี่มีเพียงร่างกายแต่ไร้หัวใจ อยู่ไปก็เหมือนตายเพราะต้องทุกข์ใจไปตลอด มัทนาฟังพี่แล้วก็ตอบหน่อยเถอะว่ารักพี่บ้างไหม พี่จะได้สุขใจขึ้นได้บ้าง
  อย่าทรงพระโศกี วรพักตร์จะหม่นจะหมอง.
  พี่นี้นะรักเจ้า และจะเฝ้าประคับประคอง
  คู่ชิดสนิธน้อง บ่มิให้ระคางระคาย.
  พี่รักวะธูนวล บ่มิควรระอาละอาย,
  อันนาริกับชาย ฤก็ควรจะร่วมจะรัก.
  รูปเจ้าวิไลยราว สุระแสร้งประจิตประจักษ์,
  มิควรจะร้างรัก เพราะพะธูพิถีพิถัน;
  ธาดาธสร้างองค์ อรเพราพิสุทธิสรรพ์
  ไว้เพื่อจะผูกพัน- ธนะจิตตะจองฤดี.
  อันพี่สิบุญแล้ว ก็พะเอินประสพสุรี
  แลรักสมัคมี มนะมุ่งทนุถนอม
  ขอโฉมเฉลาปลง พระฤดีประนีประนอม
  รับรักและยินยอม ดนุรักสมัคสมาน.
  หากนางมิข้องขัด ประดิพัทธ์ประสมประสาน,
  ทั้งสองจะสุขนาน มนะจ่อบจืดบจาง.
  อ้าช่วยระงับดับ ทุขะพี่ระคายระคาง;
  พี่รักอนงค์นาง ผิมิสมฤดีถวิล,
  เหมือนพี่มิได้คง วรชีวะชีวิติน-
  ทรีย์ไซร้บ่ใฝ่จิน- ตะนะห่วงและห่อนนิยม.
  ชีพอยู่ก็เหมือนตาย, เพราะมิวายระทวยระทม
  ทุกข์ยากและกรากกรม อุระช้ำระกำทวี,
  อ้าฟังดนูเถิด มะทะนาและตอบวจี
  พอให้ดนูนี้ สุขะรื่นระเริงระรวย.

[วสันตดิลกฉันท์ ๑๔]
     
มัทนา. ฟังถ้อยดำรัสมะธุระวอน ดนุนี้ผิเอออวย
ฟังคำท่านอ้อนวอนแล้ว หากข้าเอออวยตามไปก็จะเป็นการโกหก การที่ฝ่ายชายมีใจรักแก่หญิง หญิงนั้นก็ควรยินดีและรับรัก แต่หากไม่เต็มใจ การตกลงรับรักก็เป็นการหลอกให้บุรุษดีใจ
  จักเปนมุสาวะจะนะด้วย บมิตรงกะความจริง.
  อันชายประกาศวะระประทาน ประดิพัทธะแด่หญิง,
  หญิงควรจะเปรมกะมะละยิ่ง ผิวะจิตตะตอบรัก;
  แต่หากฤดีบอะภิรม จะเฉลยฉนั้นจัก
  เปนปดและลวงบุรุษะรัก ก็จะหลงละเลิงไป.
  ตูฃ้าพระบาทสิสุจริต บมิคิดจะปดใคร,
ตัวข้านั้นจริงใจ ไม่อยากโกหกใคร ขอให้ท่านจงเมตตาด้วย การที่พระองค์มีใจแก่ข้านั้น ข้าก็ควรจะยินดีและตอบรับไป แต่หากคิดถึงใจของข้า ข้าก็ไม่อาจรับรักตามที่ท่านต้องการได้ หากท่านไม่พอใจข้าก็ต้องขอโทษด้วย
  จึ่งหวังและมุ่งมะนะสะใน วรเมตตะธรรมา.
  อันว่าพระองค์กรุณะข้อย ฤก็ควรจะปรีดา,
  อีกควรฉลองวรมหา กรุณาธิคุณครัน;
  ดังนี้คะนึงฤก็ระบม อุระแห่งกระหม่อนฉัน,  
  ที่ตนบอาจจะอภิวัน- ทะนะตอบพระวาจา  
  ให้ถูกประดุจสุระประสงค์, ผิวะทรงพระโกรธา,  
  หม่อมฉันก็โอนศิระณบา- ทะยุคลและกราบกราน.  
[อินทวงศ์ฉันท์ ๑๒]      
สุเทษณ์. ที่หล่อนมิยินยอม มะนะรักสมัคสมาน,
ที่เจ้าไม่ยอมรับรักพี่เป็นเพราะเจ้ามีคนรักอยู่แล้วหรือ ?
  มีคู่สะมรมาน อภิรมย์ฤเปนไฉน?
[วสันตดิลกฉันท์ ๑๔]
     
มัทนา. หม่อมฉันบมีบุรุษะผู้ ประดิพัทธะใดใด,
ข้ายังไม่มีคนรักหรอก ยังเป็นโสดอยู่ แล้วก็ไม่คิดจะมีคนรักหรือผูกพันธ์กับใคร
  เปนโสดบมีมะนะสะใฝ่ อภิรมฤสมรส.
[อินทวงศ์ฉันท์ ๑๒]      
สุเทษณ์. เช่นนั้นก็เชิญฟัง ดนุกล่าวสิเนหะพจน์,
ถ้าอย่างนั้นก็ฟังพี่หน่อย เจ้าเป็นคนสวย ไม่น่าจะใจร้ายใจดำเลยนะ
  เจ้างามประเสริฐหมด ก็มิควรฤดีจะดำ.
[วสันตดิลกฉันท์ ๑๔]
     
มัทนา. หม่อมฉันสดับมะธุระถ้อย ก็สำนึกเสนาะคำ,
ข้ารับฟังและเข้าใจความต้องการของท่านดี แต่ก็ต้องตอบท่านเหมือนเดิมดังที่ได้ตอบไปแล้ว
  แต่ต้องทำนูลวะจะนะซ้ำ ดุจะได้ทำนูลมา.
[วสันตดิลกฉันท์ ๑๔]
     
สุเทษณ์. นี่เจ้ามิยอมรับ รสะรักฉนั้นฤจ๋า?
นี่เจ้าไม่ยอมรับรักพี่เหรอจ๊ะ ตัวพี่นั้นเลวร้ายอย่างไรกัน ?
  ตัวฉันจะเลวสา หะสะด้วยประการไฉน?
[วสันตดิลกฉันท์ ๑๔]
     
มัทนา. อ้าองค์พระผู้สุระวิศิษฎ์, พระจะผิดสะฐานใด?
พระองค์จะผิดได้อย่างไร ข้าสิแย่เพราะไม่สามารถทำตามคำขอของท่านได้
  หม่อมฉันสิทรามเพราะบ่มิได้ อนุวัตน์พระบัญฑูร.
[อินทวงศ์ฉันท์ ๑๒]      
สุเทษณ์. ยิ่งฟังพะจีศรี ก็ระตีประมวลประมูล,
(สุเทษณ์ได้ฟังก็ยิ่งขัดใจและทุกข์ใจมาก)
นี่มัทนาคนงาม พี่รักและหลงใหลคลั่งใคล้เจ้าจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว !
  ยิ่งขัดก็ยิ่งพูน ทุขะท่วมระทมหะทัย !
  อ้าเจ้าลำเภาพักตร์ สิริลักษะณาวิไลย,
  พี่จวนจะคลั่งไคล้ สติเพื่อพะวงอนงค์.
[วสันตดิลกฉันท์ ๑๔]
     
มัทนา. โอ้โอ๋ละเหี่ยอุระสดับ วรศัพทะท่านทรง
ข้าเข้าใจความทุกข์ใจของท่าน ถึงอยากจะช่วยท่าน แต่ก็รับรักท่านไม่ได้จริง ๆ เพราะไม่อยากหลอกลวงใคร ขอให้ท่านมีแต่ความสุข ข้าขอกราบลา
  อ้อยอิ่งแสดงวรประสง- คะณตัวกระหม่อมฉัน;
  อยากใคร่สนองพระวรสุน- ทรคุณอเนกนั้น,
  จนใจเพราะผิดคติสุธรรม์ สุจริตประติชฺญา.
  ขอให้พระองค์อะมะระเท- วะเสวยประโมทา,
  หม่อมฉันจะขอประณตะลา สุระราชลิลาศไป.
(มัทนากราบแล้วตั้งท่าจะไป, แต่สุเทษณ์จับข้อมือไว้ด้วยกิริยาออกจะโกรธ.)
[กาพย์ฉบัง ๑๖]      
สุเทษณ์. ช้าก่อน! หล่อนจะไปไหน? นี่เจ้าจะไปไหน ?
มัทนา. หม่อมฉันอยู่ไป ก็เครื่องแต่ทรงรำคาญ. ข้าอยู่ไปก็จะทำให้ท่านรำคาญเปล่า ๆ
สุเทษณ์. ใครหนอบอกแก่นงคราญ ว่าพี่รำคาญ? ใครบอกเจ้าว่าพี่รำคาญ
มัทนา. หม่อมฉันสังเกตเองเห็น. ข้าสังเกตเองก็รู้
สุเทษณ์. เออ! หล่อนนี้มาล้อเล่น! อันตัวพี่เปน คนโง่ฤๅบ้าฉันใด? อย่ามาพูดเป็นเล่น เจ้าเห็นว่าพี่โง่หรือยังไง ?
มัทนา. หม่อมฉันเคารพเทพไท ทูลอย่างจริงใจ ก็บมิทรงเชื่อเลย,
ข้าเคารพนับถือท่าน แต่พูดความจริงไปท่านก็ไม่ฟังกันเลย เอาแต่พูดเกี้ยว
  กลับทรงดำรัสเฉลย ชวนชักชมเชย และชิดสนิธเสนหา.
  พระองค์ทรงเปนเทวา ธิบดีปรา- กฎเกียรติยศเกรียงไกร,
ท่านเองก็เป็นเทพผู้มีเกียรติมียศ มีสาว ๆ มากมายในวิมาน จะรักข้าอยู่นานสักเท่าไหร่ หากวันไหนท่านเบื่อข้าขึ้นมา ข้าจะไม่ต้องหงอยเหงาและนอนเสียใจหรอกหรือ ?
  มีสาวสุรางค์นางใน มากมวลแล้วไซร้ ในพระพิมานมณี,
  จะโปรดปรานฃ้าบาทนี้ สักกี่ราตรี? และเมื่อพระเบื่อฃ้าน้อย
  จะมิต้องนั่งละห้อย นอนโศกเศร้าสร้อย ชะเง้อชะแง้แลหรือ?
  หม่อมฉันนี้เปนผู้ถือ สัจจาหนึ่งคือ ว่าแม้มิรักจริงใจ,
ข้ายึดมั่นว่าหากไม่มีใจรัก แม้จะเป็นชายใดก็ไม่ขอตกลงปลงใจด้วยเด็ดขาด ขอให้ท่านเข้าใจด้วย ข้าขอลา
  ถึงแม้จะเปนชายใด ขอสมพาศไซร้ ก็จะมิยอมพร้อมจิต.
  ดังนี้ขอเทพเรืองฤทธิ์ โปรดฃ้าน้อยนิด, ฃ้าบาทขอบังคมลา.
[กมลฉันท์ ๑๒]      
สุเทษณ์. (ตวาด) อุเหม่ !    
  มะทะนาชะเจ้าเล่ห์ ชิชิช่างจำนรรจา,
อุเหม่ ! มัทนานี่เจ้าเล่ห์จริง ๆ ช่างยอกย้อน ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบตรง ๆ พูดเกี้ยวไปเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลแถมยังหยิ่งทนงใจ
 
ในเมื่อไม่รักกันข้าก็ไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอยู่บนสวรรค์นี้แล้ว ถ้าหากวันใดเจ้าไปรักเทวดาคนอื่น ๆ แล้วข้าต้องมาทนเห็นก็คงทุกข์ทรมานใจมาก
  ตะละคำอุวาทา ฤกระบิดกระบวนความ.
  ดนุถามก็เจ้าไซร้ บมิตอบณคำถาม,
  วนิดาพยายาม กะละเล่นสำนวนหวล.
  ก็และเจ้ามิเต็มจิต จะสดับดนูชวน,
  ผิวะให้อนงค์นวล ชนะหล่อนทนงใจ.
  บ่มิยอมจะร่วมรัก และสมัคสมรไซร้
ดังนั้น ข้าจะให้เจ้าไปเกิดยังโลกมนุษย์ เจ้าจะเลือกเกิดเป็นอะไร จะเป็นสัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้าหรือจะเป็นอะไรก็เลือกตามใจเลย ข้าจะสาปตามที่เจ้าขอนั่นแหละ
 
เจ้าจะต้องอยู่ที่โลกมนุษย์จนกว่าจะสำนึกผิด หากเจ้าสำนึกผิดและอ้อนวอนข้า เมื่อนั้นข้าจะให้พรและพาเจ้ากลับมายังสวรรค์อีกครั้ง เอาล่ะ เจ้าอยากจะไปเกิดเป็นอะไรก็ว่ามา
  ก็ดะนูจะยอมให้ วนิดานิวาศสฺวรรค์,
  ผิวะนางพะเอินชอบ มรุอื่นก็ฃ้าพลัน
  จะทุรนทุรายศัล- ยะบ่อยากจะยินยล;
  เพราะฉนั้นจะให้นาง จุติสู่ณแดนคน,
  มะทะนาประสงค์ตน จะกำเนิดณรูปใด?
  ทวิบทจะตูร์บาท ฤจะเปนอะไรไซร้,
  วธุเลือกจะตามใจ และจะสาปประดุจสรร;
  จะสถิตฉนั้นกว่า จะสำนึกณโทษทัณฑ์,
  และผิวอนดนูพลัน จะประสาทพระพรให้
  วนิดาจรัลกลับ ณประเทศสุราลัย;
  ก็จะชอบสะฐานใด วธุตอบดนูมา
[สาลินีฉันท์ ๑๑]      
มัทนา. อ้าเทพศักด์สิทธิ์ซึ่ง พระจะลงพระอาญา
อา ท่านจะลงโทษข้า เพียงเพราะข้าแค่ยึดมั่นในสิ่งที่ตนเชื่อเท่านั้น ไม่ได้มีความคิดที่จะอวดดีเลย ข้านี้ช่างอับโชคที่ไม่มีโอกาสได้เป็นข้ารับใช้ท่าน
  ฃ้าเปนแต่เพียงฃ้า บมิมุ่งจะอวดดี.
  หม่อมฉันนี่อาภัพ และก็โชคบพึงมี,
  จึ่งไม่ได้รองศรี วรบาทพระจอมแมน.
  อันทรงเมตตาควร จะประจบและตอบแทน
ที่ท่านให้ข้าเลือกตามใจนี้เป็นความเมตตาเหลือเกิน ข้าขอเลือกเป็นดอกไม้ที่สวยงาม จะเป็นดอกอะไรก็ได้แล้วแต่ท่าน แต่ขอให้มีกลิ่นที่หอม ให้ข้าได้ทำประโยชน์เพื่อตอบแทนคุณและบูชาท่าน
  คุณท่านที่มากแสน คณนาประมวญมี.
  อันโปรดให้เลือกตาม ฤดิฃ้าณบัดนี้,
  ขอเปนซึ่งมาลี รุจิเรขวิไลยวรรณ,
  สุดแท้แต่จอมสรวง จะประสิทธิ์ประสาทพันธุ์
  ขอเพียงให้มีคัน- ธะระรื่นระรวยหอม.
  ด้วยกลิ่นของฃ้าบาท ก็จะได้ประณตน้อม
  ใจนิตย์บูชาจอม สุระบ่มบำเพ็ญบุญ.
  ฃ้าขอแต่เพียงให้ มรุทรงพระการุญ,
  ให้ข้าได้ทำคุณ และประโยชน์ บ่ อยู่หมัน  
[กาพย์ฉบัง ๑๖]      
สุเทษณ์. ที่เจ้างอนง้อขอนั้น เราจะยอมสรร- พะสิทธิดังใจจินต์.
ได้เลย ! ข้าจะจัดให้ตามที่เจ้าขอมา นี่ท่านมายาวิน นางประสงค์จะเกิดเป็นดอกไม้ตามที่ว่ามานี้ มีดอกไม้อะไรบ้างที่สีสวย กลิ่นหอม แต่ต้องมีหนามด้วยเพื่อไม่ให้เป็นอาหารของสัตว์
  ดูราท่านมายาวิน, นางนี้ถวิล จะถือรูปเปนมาลี.
  ก็บุปผาอย่างใดมี ที่งามทั้งสี อีกทั้งมีกลิ่นส่งไกล?
  แต่ต้องให้มีหนามไว้ ป้องกันมิให้ เหล่าเดรัจฉานผลาญยับ.
มายาวิน. เทวะ ! อันไม้งามสรรพ มีลักษณ์ต้องกับ พระองค์ดำรัสนั้นมี
ท่านสุเทษณ์ ! ดอกไม้ที่มีลักษณะตามท่านกล่าวมานั้นมีอยู่ในสวนนันทวัน อุทยานของพระอินทร์ในสวรรค์นี้เท่านั้น ไม่สามารถพบได้ในโลกมนุษย์ พระนางศจีผู้เป็นชายาของพระอินทร์ทรงโปรดดอกไม้นี้มาก
  ในนันทะโนทยานศรี องค์พระศจี ธโปรดเปนยอดมาลา.
  เห็นมีแต่ในฟากฟ้า ในแดนคนหา ไม้นี้มิได้แห่งไหน.
[อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑]
     
มายาวิน. ไม้เรียกผะกากุพ- ชะกะสีอรุณแสง
ดอกไม้นี้ชื่อ ‘กุพชะกะ’ (หรือดอกกุหลาบ) มีสีแดงสวยงามเหมือนแก้มของหญิงสาวที่เขินอาย ดอกมีขนาดใหญ่ มีเกสรมากมาย มีกลิ่นหอมแรง บานได้นาน และมีหนามมากมาย





ดอกกุหลาบนี้สามารถรับประทานได้ มีสรรพคุณมากมาย เช่น ช่วยระงับตรีโทษ (อาการไข้ที่มีเสมหะ ลม และเลือดไม่ดี) มีฤทธิ์เย็น บำรุงร่างกาย
  ปานแก้มแฉล้มแดง ดรุณีณยามอาย;
  ดอกใหญ่และเกสร สุวคนธะมากมาย,
  อยู่ทนบวางวาย มธุรสขจรไกล;
  อีกทั้งสะพรั่งหนาม ดุจะเข็มประดับไว้,
  ผึ้งเขียวสิบินไขว่ บมิใคร่จะห่างเหิน.
  อันกุพฺชะกาหอม, บริโภคอร่อยเพลิน,
  รสหวานสิหวานเชอญ นรลิ้มเพราะเลิดรส;
  กินแล้วระงับตรี พิธะโทษะหายหมด,
  คือลมและดีลด ทุษะเสมหะเสื่อมสรรพ์;
  อีกทั้งเจริญกา- มะคุณาภิรมย์นันท์,
  เย็นในอุราพลัน, และระงับพยาธี.
[กาพย์ฉบัง ๑๖]      
สุเทษณ์. ดีละ, จะให้มารศรี เปนดอกไม้นี้ โฉมยงจะว่าฉันใด? ดีเลย ! เราจะให้เจ้าเป็นดอกไม้นี้ เจ้าจะว่าอย่างไร ?
มัทนา. ไหนๆ จะเปนดอกไม้, หม่อมฉันพอใจ เปนดอกที่ออกนามมา.
ไหน ๆ ก็จะเป็นดอกไม้ ข้ายินดีเป็นดอกกุหลาบตามที่ท่านว่ามา ขอบคุณท่านมากที่เมตตาให้ข้าได้เลือก
  ฃ้าขอก้มเกศวันทา ที่จอมเทวา การุญให้เลือกเช่นนี้.
สุเทษณ์. ด้วยอำนาจอิทธิ์ฤทธี อันประมวญมี ณตัวกูผู้แรงหาญ,
ด้วยอำนาจที่ข้ามี ขอสาปให้นางมัทนาไปเกิดเป็นดอกกุหลาบในแดนมนุษย์ จนกว่านางจะได้รู้จักความเจ็บปวดทรมานจากความรัก
  กูสาปมัทนานงคราญ ให้จุติผ่าน ไปจากสุราลัยเลิด,
  สู่แดนมนุษย์และเกิด เปนมาลีเลิด อันเรียกว่ากุพฺชะกะ,
  ให้เปนเช่นนั้นกว่าจะ รู้สึกอุระ ระอุเพราะรักรึงเข็ญ.
  ทุกเดือนเมื่อถึงวันเพ็ญ ให้นางนี้เปน มนุษย์อยู่กำหนดมี
ทุกคืนวันเพ็ญ ให้นางกลายเป็นมนุษย์เพียงหนึ่งวัน หนึ่งคืนเท่านั้น แต่นางมีความรักเมื่อใดก็ให้กลับคืนร่างเป็นมนุษย์
  เพียงหนึ่งทิวาราตรี; แต่หากนางมี ความรักบุรุษเมื่อใด,
  เมื่อนั้นแหละให้ทรามวัย คงรูปอยู่ไซร้ บคืนกลับเปนบุปผา.
  หากรักชายแล้วมัทนา บมีสุฃา- ภิรมย์เพราะเริดร้างรัก,
หากมีความรักแล้วมัทนาต้องเจ็บปวดและพบกับความทุกข์ใจจนแทบจะทนอยู่ต่อไปไม่ได้ ก็ให้อ้อนวอนแก่ข้า แล้วข้าจะยกโทษให้
  และนางเปนทุกข์ยิ่งนัก จนเหลือที่จัก อดทนอยู่อีกต่อไป,
  เมื่อนั้นผิว่าอรไทย กล่าววอนเราไซร้ เราจึ่งจะงดโทษทัณฑ์.
[จิตรปทาฉันท์ ๘]      
  นางมะทะนา จุติอย่านาน จงมะละฐาน สุระแมนสวรรค์,
นางมัทนา จงรีบไปเกิด ณ ป่าหิมวันต์ตามที่ข้าสาปไว้เดี๋ยวนี้ !
  ไปเถอะกำเนิด ณหิมาวัน ดังดนุลั่น วจิสาปไว้ !

 

(พิณพาทย์ทำเพลงคุกพาทย์, สุเทษณ์แผลงฤทธิ์, ฟ้าแลบแวบวาบตลอดเพลง พอถึงรัวท้าย มัทนาร้องกรี๊ดและล้มลมกับพื้น)

(ปิดม่าน.)

 

นอกจากเนื้อเรื่องที่สนุกสนานชวนติดตาม ความน่าสนใจของตำนานดอกกุหลาบยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์แปลมัทนะพาธาเป็นร้อยกรองภาษาอังกฤษไว้ด้วย บทละครพูดเรื่องมัทนะพาธาจึงสะท้อนพระปรีชาสามารถด้านภาษาศาสตร์ของพระองค์ไว้ ได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีงานพระราชนิพนธ์เรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทเสภาสามัคคีเสวกที่มุ่งเน้นสร้างความรักความสามัคคีในหมู่ข้าราชการ ถ้าเพื่อน ๆ สนใจก็สามารถไปอ่านต่อกันได้ ที่นี่ หรือจะดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน StartDee ในรูปแบบแอนิเมชันสุดสนุกก็ได้เช่นกัน !

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก:

สิริพัชร์ ชัยกิตติภรณ์  (ครูดรีม)


References:

“กุหลาบ.” RakDok (รักดอก), 2 Sept. 2020, rakdok.com/flower-gallery/the-book-of-flowers/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9A/. 

“บทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธา.” วรรณคดีวิจักษ์: หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขุ้นพื้นฐาน, กระทรวงศึกษาธิการ, 2555.

แสดงความคิดเห็น