ปิตาธิปไตยในมัทนะพาธา: เมื่อชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงจะเลือกอะไรได้บ้าง ?

ชายเป็นใหญ่-มัทนะพาธา

หากพี่จะกอดวธุและจุม- พิตะเจ้าจะว่าไร?
ฃ้าบาทจะขัด ฤ ก็มิได้ ผิพระองค์จะทรงปอง.
ว่าแต่จะเต็มฤดิ ฤ หาก ดนุกอดและจูบน้อง?
เต็มใจมิเต็มดนุก็ต้อง ปฏิบัติระเบียบดี.

 

ฉันท์บทนี้คือตอนหนึ่งของบทละครพูดคำฉันท์ เรื่อง มัทนะพาธา พระราชนิพนธ์ชิ้นเอกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) จากบทสนทนาดังกล่าวจะเห็นว่าสุเทษณ์ต้องการ ‘กอดและจูบ’ มัทนาที่ยังมึนงงอยู่ด้วยฤทธิ์มนต์สะกด ไม่ว่านางจะเต็มใจหรือไม่ หากสุเทษณ์ต้องการนางก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของอำนาจและอิทธิพลอันล้นเหลือที่สุเทษณ์มี และสุเทษณ์ยังใช้อำนาจนี้กำหนดชะตาชีวิตของนางมัทนาในเวลาต่อมาด้วย วันนี้ StartDee จึงอยากชวนเพื่อน ๆ มาวิเคราะห์มัทนะพาธากันในแง่มุมอื่น ๆ เพราะนอกจากวรรณศิลป์ที่งดงาม และเนื้อเรื่องที่แฝงข้อคิดเกี่ยวกับความเจ็บปวดจากความรักอย่างแยบคาย ในอีกมุมหนึ่ง มัทนะพาธายังเป็นภาพจำลองของสังคมปิตาธิปไตยและถูกใช้หล่อหลอมภาพลักษณ์สตรีในยุคต่อ ๆ มาอีกด้วย

 

ว่าแต่... สังคมแบบปิตาธิปไตยคืออะไรกันล่ะ ?

 

 

 

ปิตาธิปไตยและชายเป็นใหญ่ในสังคม

 

นายกรัฐมนตรีก็ควรจะเป็นผู้ชาย คนที่เป็นหัวหน้าระดับสูง ๆ ก็ควรจะเป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอ ?

หากเพื่อน ๆ รู้สึกว่าตัวอย่างที่เรายกมานั้นเป็นแนวคิดที่ปกติ เราอาจคุ้นชินกับสังคมที่มีผู้นำเพศชายมากกว่าที่คิดก็ได้ เพราะปิตาธิปไตย (Patriarchy) หรือชายเป็นใหญ่ เป็นสังคมรูปแบบหนึ่งที่เพศชายมีบทบาทสำคัญ มีอำนาจ และมีอภิสิทธิ์ทางสังคมเหนือกว่าเพศหญิงในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองการปกครอง การเป็นผู้นำ และการครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือความไม่เท่าเทียมทางเพศ ทำให้เพศหญิงต้องอยู่ใต้อำนาจของเพศชายที่เหนือกว่า และถูกจำกัดสิทธิในการเลือก การตัดสินใจ รวมถึงการใช้ชีวิตในสังคม ยกตัวอย่างเช่น สิทธิที่จะครองตัวเป็นโสด รัก หรือไม่รักใครของนางมัทนาในบทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธาที่เรายกมาให้เพื่อน ๆ ได้ศึกษากันในวันนี้

 

 

ชีวิตสตรีที่กำหนดไม่ได้: ตัวอย่างของชายเป็นใหญ่ในมัทนะพาธา

จากเนื้อเรื่องของมัทนะพาธา (เพื่อน ๆ สามารถศึกษาเรื่องย่อของมัทนะพาธาก่อนได้ ที่นี่) เราจะเห็นพฤติกรรมของสุเทษณ์ที่สะท้อนอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ออกมาอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจ การใช้ข้อแลกเปลี่ยน การใช้มนตร์สะกดและวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้นางมัทนามาครอบครอง ยกตัวอย่างเช่นในภพชาติก่อนที่จะมาจุติในสวรรค์ 'สุเทษณ์' กษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นปัญจาละได้หลงรักนางมัทนา (ธิดาของท้าวสุราษฎร์) จึงส่งทูตไปสู่ขอ แต่เมื่อท้าวสุราษฎร์ไม่ยกนางมัทนาให้ สุเทษณ์ก็ยกทัพไปตีเมืองสุราษฎร์จนแตกยับ พร้อมขู่ว่าจะประหารชีวิตท้าวสุราษฎร์หากนางมัทนาไม่ยอมเป็นภรรยาของตน

ครั้งนี้แหละสุดแสน จะประดักประเดิดนัก
เพราะว่าบิดารัก จะบรอดพระชนมา
จึ่งยอมถวายตัว และก็ไถ่พระโทษา
ขององค์ชนกนา- ถะบต้องมลายชนม์

 

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นการใช้อำนาจของสุเทษณ์เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง โดยจตุพร ชญาดา และจุไรรัตน์ได้แสดงความเห็นไว้ใน มัทนะพาธา: สถานภาพและบทบาทของผู้หญิงในมุมมองสตรีนิยมเชิงนิเวศ ว่า “สถานภาพของสุเทษณ์ที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องมัทนะพาธาข้างต้นในฐานะของกษัตริย์นั้น แสดงให้เห็นถึงความคิดของผู้ชายที่ใช้อำนาจของตนเองเพื่อให้สมหวังในสิ่งที่ต้องการ โดยเฉพาะในเรื่องของความรัก…” นอกจากนี้ยังมีความคาดหวังด้านภาพลักษณ์ของสตรีด้วย โดย “ทัศนะในการเลือกผู้หญิงของผู้ชายนั้น มักจะให้ความสำคัญกับความงดงามภายนอกเป็นอันดับแรก… ซึ่งทัศนะในส่วนนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นลักษณะของสังคมชายเป็นใหญ่ที่มีความคาดหวังให้ผู้หญิงมีรูปร่างหน้าตาที่งดงาม กิริยามารยาทเรียบร้อย และเป็นกุลสตรี เพื่อตอบสนองความต้องการของเพศชาย” เห็นได้จากสุเทษณ์ที่หลงรักนางมัทนาเพราะความงามที่เทพธิดาอื่น ๆ ไม่สามารถเทียบเทียมได้ และท้าวชัยเสนที่หลงใหลรูปลักษณ์และกิริยามารยาทของนางมัทนาตั้งแต่แรกพบ

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องคือนางมัทนาปฏิเสธไม่รับรักสุเทษณ์ ทั้งที่นางก็ไม่ได้มีใจผูกพันกับชายอื่นใด พฤติกรรมของมัทนานั้นสั่นคลอนอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ที่สุเทษณ์มี ทำให้สุเทษณ์แสดงอำนาจเหนือกว่าด้วยการสาปมัทนาให้กลายเป็นดอกกุหลาบ เพียงเพราะตนเองไม่สมหวังในความรักกับนาง และคิดว่าตนเองคงทนไม่ไหวหากต้องทนเห็นนางมัทนาไปรักกับคนอื่น

ก็และเจ้ามิเต็มจิต จะสดับดนูชวน,
ผิวะให้อนงค์นวล ชนะหล่อนทนงใจ.
บ่ มิยอมจะร่วมรัก และสมัครสมรไซร้
ก็ดะนูจะยอมให้ วนิดานิวาสสวรรค์
ผิวะนางเผอิญชอบ มรุอื่นก็ฃ้าพลัน
จะทุรนทุรายศัล- ยะ บ่ อยากจะยินยล;

 

จากนั้น เมื่อมัทนาจุติยังโลกมนุษย์ ได้พบรักกับชัยเสน และเจ็บปวดจากความรักจนต้องอ้อนวอนขอให้สุเทษณ์ช่วยเหลือ แต่สุเทษณ์กลับอ้อนวอนขอความรักจากนางมัทนาอีกครั้ง และเมื่อนางปฏิเสธ สุเทษณ์ก็ใช้อำนาจของตนสาปนางมัทนาให้กลายเป็นดอกกุหลาบไปชั่วนิรันดร์ เพียงเพราะตนเองไม่สมหวังในสิ่งที่ต้องการ 

นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งที่เรายกมาเท่านั้น เพราะหากวิเคราะห์โดยละเอียด ผู้ชายที่มีอำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตของมัทนาไม่ได้มีเพียงสุเทษณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงท้าวชัยเสนด้วยที่ฟังความข้างเดียวและสั่งประหารชีวิตมัทนาด้วย (หากเพื่อน ๆ สนใจอยากศึกษารายละเอียดก็สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์นี้)

 

สิทธิ เสียง และ ‘การเป็นผู้เลือก’ ของสตรีไทยในสมัยรัชกาลที่ ๖

ผลพวงจากแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่นั้นสร้างความขัดแย้งและเป็นปมปัญหาในสังคมทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันนี้สังคมแบบปิตาธิปไตยจึงถูกมองว่าไม่เหมาะกับยุคสมัยอีกต่อไป และจากการรณรงค์ด้านความเท่าเทียมในสังคมอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมการศึกษาของสตรี การแก้ไขกฎหมายและการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ความเข้มข้นของอุดมการณ์ปิตาธิปไตยในสังคมไทยจึงลดน้อยลงถ้าเทียบกับในสมัยก่อน จากตัวอย่าง ‘สภาวะที่เลือกไม่ได้’ และปิตาธิปไตยในมัทนะพาธาที่เรายกมาให้เพื่อน ๆ ได้ศึกษา จะเห็นได้ว่าท่ามกลางสังคมแบบปิตาธิปไตย นางมัทนานั้นเป็นตัวอย่างของสตรีที่ยึดมั่นในหลักการของตน กล้าพูดและยืนยันในสิ่งที่ตนไม่ต้องการ ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ต้องการให้เกิดขึ้นให้หมู่สตรีไทยในยุคนั้น เพราะในสมัยก่อนนั้นสตรีไทยแทบไม่มีสิทธิมีเสียงในสังคมเลย มีหญิงไทยจำนวนมากที่ต้องแต่งงานแบบคลุมถุงชนเพราะการบังคับของพ่อแม่โดยที่หญิงเหล่านั้นไม่มีโอกาสเอ่ยทัดทาน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเลือกใช้บทละครพูดเพื่อเป็นเครื่องอบรมจิตใจประชาชน และการสร้างนางในวรรณคดีที่มีความเป็นตัวของตัวเองและยึดมั่นในความเชื่อของตนอย่างนางมัทนาก็เป็นการชี้ให้สตรีไทยในยุคนั้นเห็นว่า ‘ผู้หญิงก็มีสิทธิในการเลือกคู่ครองเอง และมีสิทธิ์ปฏิเสธในสิ่งที่ตนไม่ต้องการเช่นกัน’

กล่าวโดยสรุป ถึงจะมีกรอบแนวคิดเรื่องความเป็นกุลสตรี และการสร้างประโยชน์ของสตรีเพื่อส่วนรวมมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้สังคม แต่ก็นับว่ามัทนะพาธาเป็นวรรณคดีที่มีแนวคิดก้าวหน้าอีกเรื่องหนึ่ง การวิเคราะห์วรรณคดีไทยทำให้เราได้เห็นมุมมองอื่น ๆ และสาระที่กวีต้องการจะสื่อมากขึ้น หากเพื่อน ๆ สนใจการวิเคราะห์วรรณคดีเรื่องอื่น ๆ ก็สามารถแวะไปอ่าน ‘ระยะห่างเชิงอำนาจ’ ที่สะท้อนผ่านวรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต หรือ เสภาขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ต่อได้

 

Banner-Orange-Standard


References:

Facio, Alda. “What Is Patriarchy?” Women's Human Rights Education Institute, 2013. 

เจริญพรธรรมา จตุพร, et al. “มัทนะพาธา : สถานภาพและบทบาทของผู้หญิงในมุมมองสตรีนิยมเชิงนิเวศ.” วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, vol. 12, no. 2, 2020, pp. 225–237., doi:https://so04.tci-thaijo.org/index.php/nakboot/article/view/240010/166667

ชาญหิรัญ พรรณราย. “ความเป็นชายในมัทนะพาธา.” วารสารไทยศึกษา, vol. 2, 2 Aug. 2013, pp. 155–184., doi:https://so04.tci-thaijo.org/index.php/TSDJ/article/view/56480/47021

ชุตินธรานนท์ ธนสิน. “การนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของสตรีในสังคมไทยผ่านตัวละครเอกหญิงในบทละครรัชกาลที่ 6.” วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ , vol. 26, no. 52, 2018, pp. 49–70., doi:https://so06.tci-thaijo.org/index.php/husojournal/article/view/146045/107736.

แสดงความคิดเห็น