พระบรมราโชวาท ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาภาษาไทย

พระบรมราโชวาท

พระบรมราโชวาท เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่พระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ เมื่อครั้งเสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ซึ่งแม้ว่าจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่คำสอนของพ่อที่มีต่อลูก กลับยังใช้ได้และไม่เสื่อมคลายไปตามกาลเวลา มาติดตามเรื่องพระบรมราโชวาทไปกับ StartDee กันเลย นอกจากอ่านในบทความนี้แล้ว เพื่อน ๆ ยังสามารถไปเรียนในรูปแบบวิดีโอได้กับครูออฟ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน StartDee หรือคลิกด้านล่างได้เลย

Banner-Orange-Standard


ความหมายของพระบรมราโชวาท

พระบรมราโชวาท หมายถึง ถ้อยคำหรือคำสั่งสอนของพระมหากษัตริย์

 

รายนามพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ ในรัชกาลที่ ๕

๑. พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์

ดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมพระจันทบุรีนฤนาถ หลังจากนั้นทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติและเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ อีกทั้งยังทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี (ที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์) ในสมัยรัชกาลที่ 7 และต่อมาทรงเป็นต้นราชสกุล “กิติยากร” ซึ่งมาจากพระนามของพระองค์นั่นเอง

๒. พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์

ดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หลังจากนั้นทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมและเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ทรงได้รับยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” จึงเกิดวันรพีขึ้นนั่นเอง นอกจากนั้น ยังทรงเป็นต้นราชสกุล “รพีพัฒน”

๓. พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม

ดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหลวงปราจิณกิติบดี และทรงดํารงตําแหน่งราชเลขาธิการ (หมายถึงเลขาธิการของพระมหากษัตริย์) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงเป็นต้นราชสกุล “ประวิตร” อีกด้วย

๔. พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช

ดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก รวมถึงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม และยังทรงเป็นต้นราชสกุล “จิรประวัติ” 

กิติยากร-รพีพัฒน์-จิรประวัติ-ประวิตร

ขอบคุณรูปภาพจาก wikipedia จากซ้าย พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์) พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (กรมหลวงปราจิณกิติบดี) พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (กรมพระจันทบุรีนฤนาถ) พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช)

พระราชประสงค์ของเรื่อง พระบรมราโชวาท

๑. เพื่อให้พระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน

๒. การประพฤติปฏิบัติตนเมื่ออยู่อาศัยที่ต่างประเทศ

 

เนื้อเรื่องพระบรมราโชวาท

เนื้อเรื่องพระบรมราโชวาทแบ่งออกเป็น ๗ องค์ด้วยกัน โดยมีเนื้อหาในแต่ละองค์ดังนี้

องค์ที่ ๑

พูดถึงจุดประสงค์ของการส่งพระเจ้าลูกยาเธอไปศึกษาต่อต่างประเทศ ดังนี้

 

๑. อย่าให้ไว้ยศไว้เจ้า

ห้ามไม่ให้ใช้ฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ์นำหน้าชื่อ (His Royal Hoghness Princes)  เพราะไม่ว่าลูก ๆ ทั้งสี่จะทำสิ่งใด เมื่อคนรู้ว่าเป็นลูกของกษัตริย์

 ก็ย่อมจับจ้อง ส่งผลให้การใช้ชีวิตของลูก ๆ นั้นยากลำบาก อีกทั้งจะซื้อจ่ายสิ่งของต่าง ๆ ก็อาจถูกตั้งราคาแพงกว่า เพราะผู้คนคิดว่าเป็นคนร่ำรวย

อย่างไรก็ตาม การเป็นลูกของกษัตริย์ มีข้อดีที่ทำให้สามารถเข้าประชุมในที่สูง ๆ ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า ลูกผู้ดีมีตระกูลของประเทศอังกฤษก็สามารถเข้าได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น แม่จะเป็นประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก ดังนั้น จึงไม่ควรไปอวดกับผู้อื่นว่าตัวเองเป็นลูกของกษัตริย์

 

๒. ให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมอังกฤษ 

โดยสามารถวางมิสเตอร์นำหน้าชื่อ และวางเอสไควร์ด้านหลังชื่อตัวได้ นอกจากนั้น ยังไม่ต้องใช้คำว่า “นาย” เพราะลูก ๆ ทั้งสี่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ต่างชาติย่อมฟังไม่เข้าใจ

 

องค์ที่ ๒

พูดถึงเงินที่ใช้สอยในการเล่าเรียน รวมถึงการใช้สอยต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันนั้นเป็น เงินพระคลังข้างที่ คือเงินที่เป็นสิทธิ์ขาดแก่ตัวรัชกาลที่ ๕ เอง ไม่ใช่เงินของแผ่นดินใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือเงินตอบแทนจากการทำงานให้กับประเทศในฐานะพระมหากษัตริย์นั่นเอง โดยเป็นเงินที่สามารถใช้ในกิจการส่วนตัวใด ๆ ก็ได้

เมื่อลูก ๆ ไปเรียนต่อยังต่างประเทศ รัชกาลที่ ๕ ทรงฝากเงินไว้ที่ธนาคาร เพราะทรงเล็งเห็นแล้วว่าจะได้ดอกเบี้ย ซึ่งสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์ของลูก ๆ แต่ละคนได้ โดยมอบหมายให้ราชทูตเป็นผู้ถอนเงินออกมาเป็นค่าใช้จ่าย โดยเป็นเงินสำหรับวิชาชั้นต้น ๕ ปี ปีละ ๓๒๐ ปอนด์ รวมเป็น ๑,๖๐๐ ปอนด์ และเงินสำหรับวิชาชั้นหลังอีก ๕ ปี ปีละ ๔๐๐ ปอนด์ รวมเป็น ๒,๐๐๐ ปอนด์ โดยพระองค์ทรงคำนวณแล้วว่า ลูก ๆ จะใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนอย่างน้อย ๑๐ ปี

การที่รัชกาลที่ ๕ ทรงมอบหมายให้ราชทูตเป็นผู้ถอนเงินนั้น เนื่องจากไม่มีพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใดอายุครบ ๒๑ ปีเต็ม จึงไม่สามารถถอนเงินมาใช้จ่ายเองได้

นอกจากนั้น รัชกาลที่ ๕ ยังได้พระราชทานพระบรมราโชวาทที่มีความสำคัญ ดังนี้

เห็นว่าพ่อมีลูกมากด้วยกัน การซึ่งให้มีโอกาสและให้ทุนทรัพย์ซึ่งจะได้เล่าเรียนวิชานี้เป็นหลักทรัพย์มรดกอันประเสริฐกว่าทรัพย์สินเงินทองอื่นๆ ด้วยเป็นของติดตัวอยู่ได้ไม่มีอันตรายที่จะเสื่อมสูญ ลูกคนใดที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็ดี หรือไม่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็ดี ก็ต้องส่งไปเรียนวิชาทุกคน ตลอดโอกาสที่จะเป็นไปได้ เหมือนหนึ่งได้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ลูกเสมอ ๆ กันทุกคน

การที่ให้ลูกไปเรียนต่างประเทศ ก็เหมือนการแบ่งมรดกให้ลูกๆ เท่ากันทุกคน ไม่ว่าสติปัญญาจะเป็นอย่างไรก็ตาม ลูก ๆ ทุกคนจะได้โอกาสในการไปศึกษาหาความรู้ และสามารถนำมาต่อยอดใช้ในอนาคต

ก็ถ้าจะใช้เงินแผ่นดินสำหรับให้ไปเล่าเรียนแก่ผู้ซึ่งไม่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด กลับมาไม่ได้ทำราชการคุ้มกับเงินแผ่นดินที่ลงไป ก็จะเป็นที่ติเตียนของคนบางจำพวกว่า มีลูกมากเกินไปจนต้องใช้เงินแผ่นดินเป็นค่าเล่าเรียนมากมายเหลือเกิน แล้วซ้ำไม่เลือกเฟ้นเอาที่เฉลียวฉลาดจะได้ราชการ คนโง่ คนเง่า ก็เอาไปเล่าเรียนให้เปลืองเงิน

หากรัชกาลที่ ๕ ใช้เงินของแผ่นดินในการส่งลูก ๆ ไปศึกษาเล่าเรียน ก็จะเกิดคำถามมากมาย เนื่องมาจากลูกแต่ละคนเก่งไม่เท่ากัน ผู้คนอาจมองว่าเงินที่ใช้จ่ายไปไม่คุ้มค่า รัชกาลที่ ๕ จึงตัดสินใจใช้เงินพระคลังข้างที่แทน เพื่อป้องกันตนเองและลูกทั้ง ๔ พระองค์จากการถูกติฉินนินทา

Banner-Green-Noey

องค์ที่ ๓

พระบรมราโชวาทองค์ที่ ๓ พูดถึงการเกิดมามีเจ้านายมีบรรดาศักดิ์ ที่ดูเผิน ๆ เหมือนสุขสบาย แต่จริงๆ แล้วการเป็นเจ้านายจะหาช่องทางในการทำงานราชการได้ยากกว่าลูกขุนนางทั่วไป เพราะ หากไปรับราชการในตำแหน่งต่ำๆ ที่เรียกว่าเป็น “กระไดขั้นแรก” อย่างตำแหน่งนายรองหุ้มแพรมหาดเล็ก ก็ดูไม่เหมาะสมและเป็นไปไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ถ้าจะแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ แต่ความรู้ความสามารถยังไม่เพียงพอ หรือไม่มีสติปัญญา ก็จะถูกติฉินนินทาได้ เพราะฉะนั้น รัชกาลที่ ๕ จึงทรงกำชับให้ลูก ๆ ทั้งสี่ตั้งใจศึกษาหาความรู้ เพราะตั้งการให้ลูกกลับมาสร้างคุณสร้างประโยชน์ให้ ได้นำความรู้มาพัฒนาประเทศไทยสืบไป

พระบรมราโชวาทที่สำคัญในองค์ที่ ๓ มีดังนี้

ถ้าจะถือว่าเกิดมาเป็นเจ้านายแล้วนิ่ง ๆ อยู่จนตลอดชีวิตก็เป็นสบาย ดังนั้นจะไม่ผิดอันใดกับสัตว์ดิรัจฉานอย่างเลวนัก สัตว์ดิรัจฉานมันเกิดมากิน ๆ นอน ๆ แล้วก็ตาย แต่สัตว์บางอย่างยังมีหนัง มีเขา มีกระดูก เป็นประโยชน์ได้บ้าง แต่ถ้าคนประพฤติอย่างสัตว์ดิรัจฉานแล้วจะไม่มีประโยชน์อันใดยิ่งกว่าสัตว์ดิรัจฉานบางพวกไปอีก

อย่าประพฤติตนเฉกเช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน ที่เอาแต่กิน ๆ นอน ๆ นอกจากนั้น สัตว์บางประเภทยังมีประโยชน์มากกว่าคนที่เอาแต่นั่งเฉย วัน ๆ ไม่ทำสิ่งใดเลย เพราะยังมีเขา และส่วนของร่างกายส่วนอื่น ๆ ที่นำไปทำประโยชน์ได้

 

องค์ที่ ๔

พูดถึงเรื่องการอย่าถือตัวว่าเป็นลูกเจ้าแผ่นดิน แม้ว่ารัชกาลที่ ๕ จะมีอำนาจยิ่งใหญ่สำหรับการปกครองบ้านเมือง แต่ลูก ๆ ก็ไม่ควรทำตัวเกะกะระรานคนอื่น เพราะเขาเหล่านั้น ย่อมไม่กล้าโต้ตอบ

ดังนั้น หากลูก ๆ ทำผิดเมื่อใด จะต้องได้รับโทษทันที โดยที่รัชกาลที่ ๕ จะไม่ช่วยเหลือเป็นอันขาด 

พระบรมราโชวาทที่สำคัญในองค์ที่ ๔ มีดังนี้

ชีวิตสังขารของมนุษย์ไม่ยั่งยืนยืดยาวเหล็กเหมือนศิลา ถึงโดยว่าจะมีพ่ออยู่ในขณะหนึ่งก็คงจะมีเวลาที่ไม่มีได้ขณะหนึ่งเป็นแน่แท้ ถ้าประพฤติความชั่วเสียแต่ในเวลาที่พ่ออยู่แล้ว โดยจะปิดบังซ่อนเร้นอยู่ได้ด้วยอย่างหนึ่งอย่างใด เวลาไม่มีพ่อ ความชั่วนั้นคงจะปรากฏเป็นโทษติดตัวเหมือนเงาตามหลังอยู่ไม่ขาด

สรุปได้ว่า หากลูก ๆ ไปรังแกคนอื่นในวันที่รัชกาลที่ ๕ ยังคงมีชีวิตอยู่ คงไม่มีใครกล้าทำอันตรายลูก แต่ถ้าวันหนึ่งรัชกาลที่ ๕ ไม่อยู่แล้ว คนที่ลูก ๆ เคยรังแกย่อมต้องกลับมาเปิดเผยว่าลูก ๆ เคยทำอะไรไว้บ้าง ไม่ต่างอะไรจากเงาตามตัว หรือความชั่วที่ติดตัวมา

 

องค์ที่ ๕

พูดถึงเรื่องการใช้เงินเป็นสำคัญ โดยรัชกาลที่ ๕ แนะนำให้ใช้เงินอย่างเขม็ดแขม่ ซึ่งหมายถึงให้ใช้เงินอย่างมัธยัสถ์อดออม ไม่ควรใช้เงินมือเติบและสุรุ่ยสุร่าย รวมไปถึงไม่ควรสร้างหนี้อีกด้วย

หากผู้ใดไปก่อหนึ้ รัชกาลที่ ๕ จะไม่ใช้คืนให้เด็ดขาด ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้หนี้แทนลูก เพราะไม่ต้องการให้เจ้าหนี้เดือดร้อน แต่ลูกต้องรับผิดชอบด้วยการจ่ายหนี้นั้นกลับให้พ่อ และต้องรับโทษด้วย อย่าประพฤติตัวอย่างลูกขุนนางคนอื่น ๆ ที่จะใช้จ่ายเงินเท่าใดก็ได้ ให้นึกเสมอว่าเราเป็นคนจน ไม่ใช่ผู้ดีฝรั่งที่สืบสกุลต่อกันมา ที่ได้เงินจากดอกเบี้ย และค่าเช่าต่าง ๆ

นอกจากนั้น การนำเอาเงินเบี้ยหวัดและเงินกลางปีไปใช้หนี้ถือเป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะควรเก็บไว้ใช้ในอนาคตมากกว่า แน่นอนว่ายิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ ก็ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้น จะเป็นการดีกว่าถ้านำเงินไปต่อยอดเพื่อทำในสิ่งที่อยากจะทำหรือประกอบอาชีพอื่น ๆ

 

องค์ที่ ๖

ว่าด้วยเรื่องของวิชาที่ลูก ๆ ควรศึกษาเล่าเรียน โดยรัชกาลที่ ๕ ต้องการให้ลูกทุกคนที่ไปศึกษาต่างประเทศ เรียนวิชาเลข และแตกฉานทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียนถึง ๓ ภาษาด้วยกัน ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเยอรมัน โดยควรที่จะแต่งหนังสือ ๒ ภาษาได้เป็นอย่างน้อย

นอกจาก ๒ วิชาที่กล่าวไปแล้ว รัชกาลที่ ๕ ไม่ได้กำหนดวิชาชำนาญหรือวิชาเฉพาะ ด้วยเห็นว่าควรจะกำหนดภายหลังจากที่ศึกษาเล่าเรียนวิชาหลักก่อน อย่างไรก็ตาม ลูก ๆ ก็ไม่ควรละเลยภาษาไทย ควรฝึกฝนภาษาไทยอยู่เสมอ เพราะต้องใช้เมื่อกลับมาทำงานที่ประเทศไทย

พระบรมราโชวาทที่สำคัญในองค์ที่ ๖ มีดังนี้

จงเข้าใจว่าภาษาต่างประเทศนั้นเป็นแต่พื้นของความรู้ เพราะวิชาความรู้ในหนังสือไทยที่มีผู้แต่งไว้นั้นเป็นแต่ของเก่า ๆ มีน้อย เพราะมิได้สมาคมกับชาติอื่นช้านานเหมือนวิชาการยุโรปที่ได้สอบสวนซึ่งกันและกันจนเจริญรุ่งเรืองมากแล้วนั้น ฝ่ายหนังสือไทยจึงไม่พอที่จะเล่าเรียน จึงต้องไปเรียนภาษาอื่นเพื่อจะได้เรียนวิชาให้กว้างขวางออก แล้วจะเอากลับลงมาใช้เป็นภาษาไทยทั้งสิ้น

เหตุผลที่รัชกาลที่ ๕ ต้องการให้ลูก ๆ ได้ศึกษาภาษาต่างประเทศ เพราะวิทยาการต่าง ๆ ของประเทศไทยมีน้อย เนื่องจากไม่ได้ติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้กับประเทศอื่น ๆ จึงหวังให้ลูก ๆ นำความรู้ที่ได้มาแปลและจัดทำหนังสือ เพื่อให้คนไทยศึกษาเล่าเรียน จนความรู้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ

นอกจากนั้น รัชกาลที่ ๕ ยังทรงแนะให้ละเว้นการพูดไทยคำอังกฤษคำ เนื่องจากไม่อยากให้เห็นว่าเป็น “การเก๋การกี๋” ซึ่งแปลว่าทันสมัย โดยรับสั่งให้เขียนจดหมายหารัชกาลที่ ๕ เดือนละ ๑ ฉบับ โดยในช่วงแรก ๆ ให้เขียนภาษาไทยมาก่อน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเขียนผิด เพราะรัชกาลที่ ๕ ทรงทราบดีว่าลูก ๆ ทั้งสี่ยังไม่แตกฉานภาษาไทย แต่เมื่อเริ่มเขียนภาษาอังกฤษได้แล้ว ให้เขียนทั้ง ๒ ภาษาอย่างละ ๑ ฉบับ และถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาษาไทยให้สอบถามครูไทยหรือหนังสือภาษาไทยที่ได้จัดส่งไปไว้ได้ 

 

Did you know ?

มารู้จักเงินปอนด์กันในแบบสั้น ๆ เข้าใจง่ายกันเถอะ...เงินปอนด์ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Pound (อ่านว่า เพาวดฺ) มีชื่อเต็มว่า Pound Sterling ถือเป็นสกุลเงินอย่างเป็นทางการของสหราชอาณาจักร อันประกอบไปด้วยประเทศอังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และแคว้นไอร์แลนด์เหนือ

แม้เราจะรู้จักเงินปอนด์อังกฤษมากที่สุด แต่จริง ๆ แล้วมีอีกหลายดินแดนที่มีเงินปอนด์ใช้เป็นของตัวเอง แต่มีหน้าตาแตกต่างจากเงินปอนด์อังกฤษ เช่น ดินแดนปกครองตนเองเจอร์ซีย์ (Jersey) ดินแดนโพ้นทะเลเกาะเซาท์จอร์เจียนและหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช (South Georgian and The South Sandwich Islands) ซึ่งต่างก็เป็นดินแดนของสหราชอาณาจักรทั้งคู่ 

 

อ่านมาจนครบองค์ที่ ๖ เกือบจบแล้วนะเพื่อน ๆ StartDee ขอแนะนำให้ไปเรียนองค์ที่ ๗ และทำข้อสอบแม่น ๆ ในแอปพลิเคชัน StartDee กันได้เลย

สำหรับเพื่อน ๆ ชั้น ม.๓ คนไหนที่อยากเรียนวรรณคดีไทยกันต่อ คลิกอ่าน บทพากย์เอราวัณ และอิศรญาณภาษิต ได้เลย หรือจะเรียนวิชาสังคมกับมหากาพย์สงครามโลกครั้งที่ ๑ สงครามโลกครั้งที่ ๒ และสงครามเย็นก็ได้นะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก :

https://www.trendingtalkuk.com/archives/421

https://adaybulletin.com/know-world-wide-words-pound/45445

 

 

แสดงความคิดเห็น