พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาภาษาไทย

พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร

สุนทรภู่เป่าปี่หรือเป่าขลุ่ย ?

อ๊ะ ๆ คิดดูให้ดีอย่าเพิ่งเผลอตอบว่าเป่าปี่เชียวล่ะ! 

เพราะคนที่เป่าปี่จริง ๆ คือพระอภัยมณีต่างหาก

 

ส่วนพระสุนทรโวหาร หรือสุนทรภู่เป็นผู้แต่งเรื่องนี้ขึ้น โดยได้รับฉายาว่าเป็น “กวีสี่แผ่นดิน” และ “กวีดีเด่นของโลก” ซึ่งสุนทรภู่แต่งเรื่องนี้จากการอ่านวรรณคดีต่าง ๆ ผสมผสานกับจินตนาการ และเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา โดยแต่งเป็นกลอนสุภาพ ใช้ภาษาเรียบง่ายแต่สุดแสนจะไพเราะ แต่การเขียนพระอภัยมณีนี้ไม่ได้ใช้เวลาแค่ปีสองปีนะ เพราะสุนทรภู่ได้แต่งเรื่องพระอภัยมณีนี้ถึง 4 ช่วงด้วยกัน ซึ่งได้แก่

  • ช่วงที่ 1 : เริ่มแต่งในสมัยรัชกาลที่ 2 เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องขณะติดคุก
  • ช่วงที่ 2 : แต่งต่อในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อถวายพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ
  • ช่วงที่ 3 : ในสมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่แต่งต่ออีกครั้งเพื่อขายเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนและบุตร 2 คน
  • ช่วงที่ 4 : แต่งต่อในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระอภัยมณีจึงมีความยาวทั้งสิ้น 94 เล่มสมุดไทย

พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร

ภาพอนุสาวรีย์สุนทรภู่ (ขอบคุณภาพจาก yonghimhoo.com)

 

แนะนำตัวละคร เรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร

  • พระอภัยมณี โอรสของท้าวสุทัศน์ กษัตริย์แห่งกรุงรัตนากับนางปทุมเกสร มีน้องชายชื่อศรีสุวรรณ และได้ไปเรียนวิชาเป่าปี่จนเชี่ยวชาญ สามารถทำให้ผู้ที่ได้ยินเสียงปี่เคลิ้มหลับได้ 
  • นางผีเสื้อสมุทร  ยักษ์ที่อาศัยอยู่ในถ้ำกลางทะเล สามารถแปลงร่างเป็นหญิงสาวสวยได้  และเป็นผู้ลักพาตัวพระอภัยมณีมาที่ถ้ำ
  • สินสมุทร เป็นบุตรของพระอภัยมณีและนางผีเสื้อสมุทร มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับพระอภัยมณี ตาสีแดง มีเขี้ยวเหมือนแม่ ว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว และได้เรียนรู้วิชาเป่าปี่จากพระอภัยมณี
  • นางเงือก ท่อนบนเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนล่างมีหางอย่างปลา อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ในทะเล ซึ่ง ครอบครัวของนางเงือกเป็นผู้ช่วยพาพระอภัยมณีหนี และนางเงือกยังมีลูกกับพระอภัยมณี ชื่อสุดสาคร
  • พระโยคี นักบวชผู้อาศัยอยู่บนเกาะแก้วพิสดาร มีอายุพันปีเศษ กินผลไม้ เผือก และมันเป็นอาหารเชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ และเป็นผู้คอยช่วยเหลือพระอภัยมณีให้รอดพ้นจากเหตุการณ์อันตรายหลายเหตุการณ์

พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร

ภาพวาดพระอภัยมณีกับนางเงือก โดยอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต (ขอบคุณภาพจาก SILPA-MAG.COM)

 

เนื้อเรื่อง ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร

พระอภัยมณีอาศัยอยู่ในถ้ำกับนางผีเสื้อสมุทร จนมีลูกชายนามว่า สินสมุทร เขามีดวงตาสีแดง มีเขี้ยวเหมือนแม่ และมีพละกำลังมหาศาล วันหนึ่งนางผีเสื้อสมุทรออกจากถ้ำไปหาอาหาร ส่วนสินสมุทรวิ่งเล่นอยู่ในถ้ำ ซึ่งเขาได้ไปเจอแผ่นหินที่ปิดทางอยู่ จึงผลักแผ่นหินนั้นจนพังทลายออก มองเห็นหาดทราย ป่าเขาและทะเลอันกว้างใหญ่ สินสมุทรจึงออกมาว่ายน้ำเล่นในทะเลตลอดทั้งวัน เมื่อเขาเห็นฝูงเงือกอยู่กลางทะเลก็คิดว่าเป็นคน แต่มีหางเหมือนปลา สินสมุทรจึงฉุดกระชากลากเงือกขึ้นมาที่หาด แล้วมองดูด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะพาไปให้พระอภัยมณีดูในถ้ำ 

เมื่อพระอภัยมณีเห็นเงือกและได้ทราบความจริงทั้งหมดก็ตกใจมาก รีบเตือนสินสมุทรว่า ถ้าแม่รู้คงโกรธมากเพราะกลัวว่าถ้าสินสมุทรแข็งแรงขนาดนี้ อาจจะพาพระอภัยมณีหนีไปได้ สินสมุทรจึงถามว่าทำไมแม่จึงต้องทำเช่นนั้น พระอภัยมณีจึงเล่าความจริงว่าแม่ของสินสมุทรเป็นยักษ์และลักพาตัวพ่อมา 

เมื่อเงือกได้ยินพระอภัยมณีและสินสมุทรคุยกัน ก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นทั้งความเจ็บปวดและประนมมือไหว้อ้อนวอนขอชีวิต อาสาจะหาทางพาพระอภัยมณีหนีออกจากถ้ำ แต่หากจะหนีด้วยกำลังก็คงจะไม่ไหว เพราะระยะทางไกลมาก เงือกจึงบอกว่าตนรู้จักโยคีอายุพันกว่าปี มีความเชี่ยวชาญเรื่องเวทมนตร์คาถา อาศัยอยู่ที่เกาะแก้วพิสดาร ถ้าพระอภัยมณีหนีไปถึงสำนักของพระโยคีได้ก็คงรอดปลอดภัย 

ตามกำลังของเงือกต้องใช้เวลา 7 คืนจึงจะถึงที่หมาย ส่วนนางยักษ์ซึ่งมีกำลังมากราวกับปลาวาฬนั้นใช้เวลาเพียง 3 วันก็คงจะตามทันแล้ว แต่ถ้าลวงให้นางยักษ์ออกไปค้างคืนในป่า ก็จะมีเวลาเดินทางล่วงหน้า พระอภัยมณีจึงสั่งให้สินสมุทรยกหินเพื่อเปิดทางและค่อย ๆ ช่วยกันพยุงเงือกลงน้ำ พร้อมปิดปากถ้ำอย่างมิดชิด เมื่อนางผีเสื้อสมุทรกลับมา ก็แปลงกายเป็นมนุษย์ที่มีหน้าตาสวยงาม และนำผลไม้มาให้สินสมุทรและพระอภัยมณีทาน

ในคืนนั้น นางผีเสื้อสมุทรฝันว่ามีเทวดามาทำลายถ้ำ และเอาค้อนมาทุบตีนางแทบตาย อีกทั้งยังควักลูกตาไปด้วย เมื่อตื่นขึ้นนางผีเสื้อสมุทรก็ตัวสั่นด้วยความกลัว นางจึงเล่าความฝันให้พระอภัยมณีช่วยทำนายฝันว่าร้ายหรือดี พระอภัมณีจึงคิดหาช่องทางการหนีโดยออกอุบายว่า เทวดาในฝันคือมัจจุราชจะมาเอาชีวิตนางไป แต่มีทางหนึ่งที่จะช่วยสะเดาะเคราะห์ได้ คือ การไปอยู่ที่ตีนเขาในป่าคนเดียว และอดข้าว อดน้ำ เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เมื่อได้ยินดังนั้น นางผีเสื้อสมุทรก็เชื่อสนิทใจและออกจากถ้ำไปตามที่พระอภัยมณีบอก

เมื่อนางผีเสื้อสมุทรออกจากถ้ำ พระอภัยมณีปลอบสินสมุทรและหยิบปี่มาห่อด้วยผ้าและให้สินสมุทรผลักหินเปิดปากถ้ำเพื่อที่จะออกไปหาดทราย ส่วนเงือกว่ายน้ำในทะเลเพื่อมารอรับพระอภัยมณีตามสัญญา และชวนลูกสาวกับภรรยาเงือกมาหาพระอภัยมณีด้วย โดยเฒ่าเงือกขอให้พระอภัยมณีขึ้นนั่งบนบ่า ส่วนสินสมุทรให้ขี่หลังภรรยาของตน 

ฝ่ายนางผีเสื้อสมุทรนั่งอ่อนแรงอยู่ในป่าเพื่ออธิษฐานวอนขอชีวิต เมื่อครบ 3 วัน ร่างกายของนางอ่อนแรงและหัวใจของนางก็เฝ้าคิดถึงแต่พระอภัยมณี นางจึงรีบเดินทางกลับเข้าถ้ำ แต่ไม่พบใครและไม่เห็นแม้แต่ปี่ของพระอภัยมณี ทำให้นางรู้ว่าพระอภัยมณีและลูกหนีไปแล้ว

 

พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร

รูปปั้นนางผีเสื้อสมุทร (ขอบคุณภาพจาก รักถิ่นแผ่นดินแกลง)

 

นางผีเสื้อสมุทรตกใจแทบสิ้นชีวิต ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนพระอภัยมณีควักเอาหัวใจนางไปด้วย นางผีเสื้อสมุทรจึงกระโดดลงน้ำเพื่อตามหาพระอภัยมณี แต่ก็ไม่พบ ด้วยความโกรธ นางจึงรีบออกตามหาด้วยอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อเงือกได้ยินเสียงคลื่นดังสนั่นหวั่นไหวก็รู้แน่แล้วว่า นางผีเสื้อสมุทรกำลังตามมา สินสมุทรจึงบอกให้พระอภัยมณีหนีไปก่อน ส่วนเขาจะคอยติดตามไปแบบห่าง ๆ จากนั้นสินสมุทรก็กระโดดลงไปในทะเล ขวางนางผีเสื้อสมุทรกลางน้ำ และร้องถามว่า นี่คือตัวอะไร เป็นสัตว์บกหรือสัตว์น้ำ ทำไมตัวถึงมีสีดำ และว่ายน้ำตามมาเพราะสาเหตุใด เมื่อได้ฟังดังนั้น นางผีเสื้อสมุทรบอกว่า ตนเองไม่ใช่ยักษ์ที่ร้ายกาจ เพียงแต่แปลงกายเพื่อมาตามหาพระอภัยมณีกับสินสมุทร แล้วบอกให้สินสมุทรกลับไปอยู่ถ้ำกับแม่ พร้อมกับถามต่อว่าพระอภัยมณีอยู่ที่ไหน 

สินสมุทรจึงถ่วงเวลา ด้วยการเสแสร้งว่าไม่เชื่อ พร้อมกับบอกว่า หากเป็นแม่ที่แท้จริงขอจงอย่าตามมา เพราะพ่อไม่ได้คิดหนี เพียงแต่คิดถึงญาติและบ้านเกิดเมืองนอน จึงจะกลับไปหา ฝ่ายนางผีเสื้อสมุทรไม่เชื่อคำที่สินสมุทรบอก จึงแกล้งทำเป็นหายโกรธ และพูดจาอ่อนหวานกับสินสมุทร แต่สินสมุทรก็ไม่ยอมบอกว่าพระอภัยมณีอยู่ที่ไหน

นางผีเสื้อสมุทรแค้นและตวาดสินสมุทรด้วยความโกรธ จากนั้นจึงร่ายคาถาทำให้มองเห็นว่าพระอภัยมณีหนีไปไกลแล้ว นางผีเสื้อสมุทรจึงออกตามหาพระอภัยมณีต่อ เมื่อไล่ตามมาทัน ก็พบกับเฒ่าเงือกและภรรยา นางจึงตะคอกถามด้วยความโมโหว่า พระอภัยมณีอยู่หนใดและเหตุใดจึงต้องพรากเขาไปจากนาง ส่วนเงือกเองก็เสแสร้งแกล้งบอกว่าพระอภัยมณีอยู่บนเขาที่เดินทางผ่านมา โดยจะอาสาพานางผีเสื้อสมุทรไปหาพระอภัยมณี

Banner-Green-Barcode-4

นางผีเสื้อสมุทรเชื่อตามคำบอกของเงือก แล้วออกเดินทางตามเงือกไปได้ครึ่งวัน แต่คำพูดหลอกล่อของเงือกนั้นไม่สำเร็จ ทำให้นางผีเสื้อสมุทรเริ่มสงสัยและไม่เชื่อใจเงือกอีก นางจึงจับทั้งเฒ่าเงือกและภรรยาหักขาและฉีกแขนเคี้ยวกินก่อนจะออกเดินตามหาพระอภัยมณีต่อไป

ที่เกาะแก้วพิสดารในยามบ่ายเกิดเสียงคลื่นดังสนั่นหวั่นไหวมาจากหน้าเกาะ เมื่อดูลมก็เงียบสงัดดี พระโยคีจึงนั่งคำนวณฤกษ์ยามตามตำราแล้วบอกกับลูกศิษย์ว่า วันนี้จะมีผู้ชายที่สูงศักดิ์เข้ามา นั่นก็คือพระอภัยมณี และมีนางผีเสื้อสมุทรเดินทางตามมาเช่นกัน พระโยคีจึงฉวยไม้ท้าวเดินออกไปที่หาดทราย ทันใดนั้น พระโยคีก็มองเห็นมนุษย์แหวกว่ายกลางน้ำอยู่ไกล ๆ และมีนางผีเสื้อสมุทรตามหลังมา

พระอภัยมณีรีบว่ายน้ำเข้าเกาะแก้วพิสดารและช่วยกันพาเงือกขึ้นมาบนฝั่ง กราบกรานขอให้พระโยคีช่วยเหลือ ด้วยความเมตตา พระโยคีจึงให้พระอภัยมณีพักอยู่ที่เกาะ ส่วนนางผีเสื้อสมุทรนั้นไม่สามารถขึ้นมาบนหาดได้เพราะหากสัมผัสกับทราย นางจะรู้สึกทุรนทุราย เนื่องจากพระโยคีได้ลงคาถาคลุมเกาะแก้วพิสดารดังเขื่อนเพชร เพื่อไม่ให้ภูตผีปีศาจเข้ามาใกล้ได้

ฝ่ายนางผีเสื้อสมุทรเมื่อมาใกล้เกาะแก้วพิสดาร ก็ได้ตะโกนร้องเรียก อ้อนวอนพระอภัยมณีให้ออกมาหา พระอภัยมณีบอกให้นางผีเสื้อสมุทรกลับไปอยู่ที่ถ้ำตามเดิมและอย่าสร้างความเดือดร้อน จงรักษาศีล อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และขออย่าให้เกิดความมัวหมองต่อกันอีกเลย ส่วนพระโยคีก็ได้สอนว่า ขอจงตัดบ่วงความห่วงใยและอย่าจองล้างจองผลาญสินสมุทรกับพระอภัยมณีอีกเลย จะได้หมดเวรหมดกรรมต่อกัน หากนางผีเสื้อสมุทรตายไป ก็จะได้ไปอยู่บนสวรรค์อย่างสุขสบาย

นางผีเสื้อสมุทรโกรธมาก จึงตอบกลับไปว่า พระโยคีนั้นมาซ่องสุมกันที่เกาะแก้วพิสดารแล้วจะเกิดศีลได้อย่างไร อย่ามาทำเป็นฉลาดแกมโกง ที่มาอยู่ที่นี่เพราะต้องการหนีการถูกเกณฑ์เข้าทำงานให้แก่บ้านเมือง ขนาดพระโยคียังไม่อยู่ในศีลและนางเงือกก็มาแย่งสามีของคนอื่น เหตุใดต้องมายุ่งเรื่องของนาง 

ฝ่ายพระโยคีเมื่อได้ยินดังนั้นก็ต่อว่านางผีเสื้อสมุทร ทั้งรูปร่างที่อัปลักษณ์ ปากก็พูดไม่คิด นมทั้ง สองข้างก็ห้อยโตงเตง จนพระอภัยมณีเบื่อหน่าย ต้องหนีมาอาศัยกับพระโยคี นางผีเสื้อสมุทรจะมาหาว่าเป็นความผิดของพระโยคีได้อย่างไร จากนัั้นพระโยคีจึงเสกทรายขว้างไปกลางทะเล ราวกับใช้ปืนยิงนางผีเสื้อสมุทรให้สิ้นชีวิต นางผีเสื้อสมุทรก็กลัวจนตัวสั่นและต้องหลบหนีไปอยู่ในทะเล

 

คุณค่าด้านวรรณศิลป์ : การใช้โวหารภาพพจน์ในตอนพระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร

  • การใช้อุปมาโวหารเพื่อเปรียบเทียบ

                         ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนองค์พระทรงเดช          แต่ดวงเนตรแดงดูดังสุริย์ฉาย

               ทรงกำลังดังพระยาคชาพลาย                                 มีเขี้ยวคล้ายชนนีมีศักดา

 

  • การใช้อุปลักษณ์เพื่อเปรียบเทียบ

                         หนักหรือเบาเยาว์อยู่ไม่รู้จัก                          เข้าลองผลักด้วยกำลังก็พังผาง

               เห็นหาดทรายพรายงามเป็นเงินราง                        ทะเลกว้างข้างขวาล้นป่าดง

 

  • การใช้สัทพจน์ (ถ้อยคำเลียนเสียงธรรมชาติ)

                      ลงกลิ้งเกลือกเสือกกายร้องไห้โร่                    เสียงโฮโฮดังก้องห้องคูหา

               พระรูปหล่อพ่อคุณของเมียอา                               ควรหรือมาทิ้งขว้างหมองหมางเมีย

 

  • การสรรทำเพื่อให้เกิดความรู้สึก

                   ผีเสื้อน้ำซ้ำวอนด้วยอ่อนหวาน                         ไม่โปรดปรานอนุกูลเลยทูนหัว

            ถ้าทิ้งไว้ไหนน้องจะครองตัว                                  ทั้งจากผัวจากบุตรสุดอาลัย

 

  • การเล่นสัมผัสสระ (ใช้สระเสียงเดียวกัน)

                 อียักษาตาโตโมโหมาก                                   รูปก็กากปากก็เปราะไม่เหมาะเหม็ง

 

  • การเล่นสัมผัสพยัญชนะ (พยัญชนะเสียงเดียวกัน)

                เสียงครึกครื้นคลื่นคลุ้มขึ้นกลุ้มกาย                    ผีเสื้อร้ายรีบรุดไม่หยุดยืน

 

  • การเล่นซ้ำคำ (การใช้คำซ้ำโดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง)

                เหล่าฉลามล้วนฉลามตามกันมา                      ค่อยเคลื่อนคลาคล้ายคล้ายในสายชล

          ฉนากอยู่คู่ฉนากไม่จากคู่                                     ขึ้นฟองฟู่พ่นฟองละอองฝน

         ฝูงพิมพาพาฝูงเข้าแฝงวน                                    บ้างผุดพ่นฟองน้ำบ้างดำจร

        กระโห้เรียงเคียงกระโห้ขึ้นโบกหาง                        ลอยสล้างกลางกระแสแลสลอน

       มังกรเกี่ยวเลี้ยวลอดกอดมังกร                               ประชุมซ่อนแฝงชลขึ้นวนเวียน

 

ขอปรบมือให้เพื่อน ๆ ที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ เพราะเรื่องราวของพระอภัยมณีนี่ยาวเหยียดสุด ๆ ไปเลย แต่สุนทรภู่ไม่ได้แต่งแค่เรื่องเดียวนะ ยังมีเรื่องอื่น  ๆ อย่างนิราศภูเขาทอง ให้เราได้อ่านกันเพลิน ๆ ด้วยล่ะ แต่ตอนนี้พักสายตากันสักนิดน่าจะดีกว่า (เป็นห่วงนะ อิอิ) ไว้คราวหน้ากลับมาพบกับบทเรียนสนุก ๆ ได้ใหม่ใน Blog ของเรา หรือถ้าไม่ใช่สายอ่านอะไรยาว ๆ ก็เข้าไปทบทวนบทเรียนแสนสนุก กับคุณครูของเราได้ในแอป StartDee โดยคลิกที่ลิงก์นี้ได้เลย!

ขอบคุณข้อมูลจาก Siripat Chaikittiporn (ครูดรีม) และ Nattapong Nusawat (ครูออฟ)

 

 

แสดงความคิดเห็น