ภูมิคุ้มกันก่อเองและภูมิคุ้มกันรับมา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิชาชีววิทยา

ภูมิคุ้มกันรับมา

เพื่อน ๆ เคยสงสัยมั้ยว่าเราเป็นอีสุกอีใสกันแค่ครั้งเดียวจริงหรือ ? 

ใบ้ให้สักหน่อยว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่จะเป็นภูมิคุ้มกันรูปแบบไหนและทำงานยังไงบ้าง มาหาคำตอบกันได้ในบทความนี้เลย !

 

การสร้างภูมิคุ้มกัน หมายถึง กระบวนการที่ทําให้ร่างกายมีความสามารถในการจดจำและกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาให้ร่างกาย โดยอาศัยกลไกต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจําเพาะเจาะจง ซึ่งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ และสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ตามแหล่งการสร้างแอนติบอดีที่ร่างกายนํามาใช้ ได้แก่ ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง และภูมิคุ้มกันแบบรับมา 

 

  • ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง (Active immunity) 

เพื่อน ๆ ลองนึกภาพตอนไปสถานที่ใหม่ ๆ บางทีเรายังไม่ชินทาง เลยต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะจำเส้นทางได้ เช่นเดียวกันกับภูมิคุ้มกันที่เพิ่งเจอสิ่งแปลกปลอมหรือแอนติเจนครั้งแรก (มันก็จะงง ๆ หน่อย) ดังนั้นการตอบสนองขั้นแรก (Primary immune response) ของภูมิคุ้มกันชนิดนี้เลยเกิดขึ้นช้า แต่อยู่ในร่างกายเป็นเวลานานเพราะต้องสร้างเซลล์ความจำที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อสิ่งแปลกปลอม แต่หลังจากนั้นถ้าได้รับเชื้อโรคเดิมอีกครั้งจะเกิดการตอบสนองขั้นสอง (Secondary immune response) ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยการกระตุ้นเซลล์บีให้สร้างแอนติบอดี้ หรือกระตุ้นเซลล์ทีที่ทําลายสิ่งแปลกปลอมชนิดเดิม ซึ่งภูมิคุ้มกันแบบก่อเองสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

1.1. ภูมิคุ้มกันก่อเองเกิดตามธรรมชาติ (Natural Active immunity) จะเกิดขึ้นเมื่อได้รับแอนติเจนหรือเชื้อโรคที่ทำให้เราป่วย เช่น โรคคางทูม โรคอีสุกอีใส โดยร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเพื่อจดจําและกระตุ้นให้เกิดการทำลายหรือทำให้แอนติเจนเหล่านี้เป็นกลางและไม่เป็นพิษ ทำให้เราไม่ป่วยโรคเดิมซ้ำอีกครั้ง หรืออาการไม่รุนแรงเท่าครั้งแรกนั่นเอง

1.2. ภูมิคุ้มกันก่อเองที่สร้างขึ้น (Artificial active immunity) ภูมิคุ้มกันนี้จะเกิดขึ้นหลังการให้วัคซีน การทา หรือการให้ยากระตุ้นการสร้างแอนติบอดี้เพื่อจดจำแอนติเจนเหล่านั้นและป้องกันล่วงหน้าเมื่อได้รับแอนติเจนเหล่านี้มาก็จะไม่เกิดอาการ เช่น การปลูกฝี การรักษาโรคฝีดาษ โรคคอตีบ บาดทะยัก วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ โรคมะเร็งปากมดลูก (HPV) เป็นต้น 

Banner_N-Dunk_Orange-4

 

  • ภูมิคุ้มกันแบบรับมา (Passive immunity) 

จากที่เราพูดถึงไปในข้อที่แล้วว่าร่างกายของเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้แต่ใช้เวลานานสักหน่อย ต่างจากภูมิคุ้มกันอีกแบบหนึ่งที่ได้ผลทันทีแต่อยู่ได้แค่ชั่วคราว นั่นก็คือภูมิคุ้มกันแบบรับมา (Passive immunity) โดยเราสามารถให้แอนติบอดีที่สร้างมาจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆหรือจากมารดาในขณะตั้งครรภ์ โดยที่ร่างกายของเราไม่ได้สร้างขึ้นมาเองตามกระบวนการการเกิดภูมิคุ้มกัน เพื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง สำหรับภูมิคุ้มกันแบบรับมานี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

2.1. ภูมิคุ้มกันรับมาตามธรรมชาติ (Natural passive immunity) เป็นภูมิคุ้มกันที่ถ่ายทอดตาม

ธรรมชาติจากแม่สู่ทารกผ่านทางรกและนํ้านมแม่ โดยถ้าแม่มีภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีกับโรคก่อนการ

ตั้งครรภ์ ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันไปด้วย แต่เมื่อคลอดออกมา ภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติคงอยู่ได้ประมาณ 3 เดือนหลังคลอดเท่านั้น จากนั้นทารกจะมีภูมิคุ้มกันโรคลดลง 

2.2. ภูมิคุ้มกันรับมาที่สร้างขึ้น (Artificial passive immunity) โดยรับแอนติบอดีจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อย่างการฉีดเซรุ่มหรือซีรั่ม ซึ่งได้มาจากการฉีดแอนติเจนที่อ่อนกําลังหรือที่ตายแล้วเข้าไปในสัตว์ เช่น หนูกระต่ายเพื่อกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดี จากนั้นจะนําเลือดของสัตว์มาสกัดแอนติบอดี้ ก่อนจะนําไปฉีดเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ การฉีดเซรุ่มนี้ จะทําให้ร่างกายได้รับแอนติบอดีที่จําเพาะต่อแอนติเจนโดยตรง ทำให้สามารถกําจัดแอนติเจนชนิดนั้นได้ทันที โดยที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่ต้องสร้างเอง เช่น คนถูกงูกัดต้องฉีดเซรุ่มเพื่อป้องกันพิษงูทันที (แต่อาจมีผู้ป่วยบางคนมีอาการต่อต้านหรือแพ้เซรุ่มจากสัตว์ได้)

 

เรียนรู้เรื่องภูมิคุ้มกันทั้งสองประเภทกันไปแล้ว อย่าลืมโหลดแอปพลิเคชัน StartDee มาทบทวนเนื้อหาพร้อมทำแบบฝึกหัดเรื่องนี้ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น แล้วมาเพิ่มสมาธิทำการบ้านอ่านหนังสือไปกับบทความจัดโต๊ะอ่านหนังสือในห้องนอนยังไง...ให้ไม่น่านอนหรือบทความเคล็ดลับดี ๆ กับวิธีอ่านหนังสือสอบให้เข้าสมอง เตรียมพร้อมสอบกันต่อเลย !

ขอบคุณข้อมูลจากครูหฤษฎ์ ยวงมณี

 

Did you know ? ทำไมตอนเด็ก ๆ เราต้องฉีดวัคซีน

ตอนเด็ก ๆ เราเชื่อว่าเพื่อน ๆ เคยฉีดวัคซีนมาบ้างแล้ว ซึ่งเหตุผลที่เราต้องฉีดวัคซีนเพราะช่วงวัยแรกเกิดไปจนถึงหนึ่งปีนั้น เรายังไม่มีภูมิคุ้มกันมากพอจะต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งถ้าได้รับเชื้อเหล่านั้นก็อาจจะอันตรายกว่าผู้ใหญ่ และอาจเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ดังนั้นวัคซีนเลยเป็นเหมือนบอดี้การ์ดส่วนตัวของวัยแบเบาะที่คอยจัดการกับเชื้อโรคต่าง ๆ โดยวัคซีนพื้นฐานที่เด็ก ๆ จะต้องฉีด เช่น วัคซีนโปลิโอ วัคซีนหัดเยอรมัน วัคซีนคางทูม เป็นต้น โดยหลังจากฉีดวัคซีนเด็กหลายคนอาจจะเกิดอาการไข้ขึ้นเป็นปกติ และจะหายไปภายใน 2-3 วัน โดยเฉพาะวัคซีนบาดทะยัก วัคซีนคอตีบ และวัคซีนไอกรน เพราะเชื้อที่ฉีดเข้าไปนั้นจะกระตุ้นให้ร่างกายมีการตอบสนองในการพยายามที่จะกำจัดเชื้อในวัคซีนออกไปและกระตุ้นการเกิดภูมิคุ้มกันนั่นเอง 

 

Reference

โรงพยาบาลพญาไท. (n.d.). ความรู้ทางการแพทย์. Retrieved November 09, 2020, from https://www.phyathai-sriracha.com/pytsweb/index.php?page=modules%2Fknowledgepage

Hospital, P. (2020, January 17). สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยตั้งแต่แรกคลอดด้วยการฉีด "วัคซีน". Retrieved November 09, 2020, from https://www.paolohospital.com/th-TH/center/Article/Details/โรคไต/สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยตั้งแต่แรกคลอดด้วยการฉีด-วัคซีน 

บทความที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น