นิราศภูเขาทอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิชาภาษาไทย

นิราศภูเขาทอง-1

ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด

คิดถึงบาทบพิตรอดิศร

โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร

แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น

 

พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด

ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ

ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น

ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา

 

จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย

ประพฤติ ฝ่ายสมถะทั้งวสา

เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา

ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไปฯ

 

ขึ้นต้นมาด้วยบทกลอนแบบนี้ เพื่อน ๆ คงสงสัยว่าทำไมและใครกันนะที่เป็นคนแต่ง ขอบอกว่ามีคำใบ้ในบรรทัดที่ “โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร” เอ...คำว่าสุนทรนี่คล้าย ๆ ชื่อของใครกันนะ...ใช่แล้วค่ะ สุนทรภู่นั่นเองที่เป็นคนแต่งบทกลอนนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิราศภูเขาทอง ที่ StartDee หยิบยกมาให้เรียนกันในวันนี้ อ่านรายละเอียดกันต่อไปได้เลย

หรือจะดูแบบแอนิเมชันเก๋ ๆ ดาวน์โหลดได้เลยที่แอปพลิเคชัน StartDee !

Banner-Orange-Noey

ประวัติความเป็นมาของนิราศภูเขาทอง

ผู้แต่งนิราศภูเขาทอง คือ สุนทรภู่ โดยแต่งเมื่อปลาย พ.ศ. 2373 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรคตได้ 6 ปี ในขณะที่บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดราชบุรณะหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดเลียบ

นิราศภูเขาทอง เป็นนิราศที่มีเนื้อหาสั้นที่สุดของสุนทรภู่ คือ มีความยาวเพียง 176 คำกลอนเท่านั้น

 

จุดประสงค์ในการแต่งนิราศภูเขาทอง

เพื่อบอกเล่าการเดินทางของสุนทรภู่เอง โดยเป็นการเดินทางจากวัดราชบุรณะไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาเหตุที่ต้องเดินทางไปกราบพระเจดีย์ภูเขาทองในครั้งนี้ ก็เพื่อหาความสบายใจให้แก่ตนเอง เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนใจบางประการในขณะที่พำนักอยู่ที่วัดราชบุรณะ

 

ลักษณะคำประพันธ์

สุนทรภู่ได้แต่งนิราศภูเขาทอง ให้มีลักษณะเป็นกลอนนิราศ โดยทั่วไป กลอนนิราศมีลักษณะเหมือนกลอนแปด แต่มักเริ่มบทแรกด้วยวรรครับ ไม่เริ่มด้วยวรรคสดับ จึงเหลือเพียง 3 วรรค คือ วรรครับ วรรครอง และวรรคส่ง แล้วจบท้ายด้วยคำว่า เอย โดยไม่มีการจำกัดความยาว

กลอนนิราศ-1

เนื้อเรื่องนิราศภูเขาทอง

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อเรื่อง StartDee อยากให้ทุกคนอ่านบทเริ่มต้นกันด้านล่างนี้กันก่อน จะได้เห็นตัวอย่างลักษณะคำประพันธ์ประเภทกลอนนิราศ ที่เริ่มบทแรกด้วยวรรครับ

เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา

รับกฐินภิญโญโมทนา                       ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย

ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส                 เมื่อตรุษสารทพระวสาได้อาศัย

สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย                          มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น

 

โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร            แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น

เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น          เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง

จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง                    ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง

จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง                   มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ

จากบทเริ่มต้นของนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ จะเห็นได้ว่า ในเดือน 11 เมื่อออกพรรษาและรับกฐินแล้ว สุนทรภู่ซึ่งขณะนั้นบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดเลียบ ในพรรษาที่ 3 ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนหนัก ในเย็นวันหนึ่งจึงได้เดินทางออกจากวัดเลียบพร้อมด้วยลูกชายคือหนูพัด เพื่อจะไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่วัดภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง

สุนทรภู่ถูกคนพาลเบียดเบียนและขับไล่ออกจากวัดอย่างไม่เป็นธรรม จึงได้ออกเดินทางด้วยเรือแจว พระสุนทรภู่ล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยา เมื่อผ่านพระบรมหาราชวัง พระสุนทรภู่ได้ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 (คำว่า บาทบพิตรอดิศร หมายถึง รัชกาลที่ 2 นั่นเอง) พร้อมทั้งบรรยายความรู้สึกของตนอย่างเศร้าสลด อีกทั้งเล่าถึงความทุกข์ยากของตนว่ามี 4 ประการ ได้แก่

  1. ไร้ญาติขาดมิตร
  2. ยากแค้นแสนสาหัส 
  3. มีโรคภัยไข้เจ็บ
  4. ถูกเคราะห์กรรมซ้ำเติม

เพราะความทุกข์ทั้ง 4 นี้ พระสุนทรภู่จึงคิดว่าการได้ไปนมัสการพระที่กรุงศรีอยุธยาจะทำให้สบายใจขึ้นบ้าง แต่เมื่อถึงหน้าแพ และมองเห็นเรือพระที่นั่ง กลับทำให้คิดถึงเมื่ออดีต และเศร้าจนน้ำตาไหลอีกครั้ง เนื่องจากตนเคยหมอบกราบรัชกาลที่ 2 พร้อมกับพระจมื่นไวย อีกทั้งยังรับใช้ใกล้ชิดจนได้กลิ่นหอมจากพระวรกายจนกลิ่นหอมนั้นติดจมูก แต่เมื่อพระองค์สวรรคตกลิ่นหอมนั้นก็สิ้นไป เช่นเดียวกับวาสนาของสุนทรภู่ที่หมดสิ้นไปด้วยเช่นกัน

เมื่อเรือผ่านหน้าวัดประโคนปัก สุนทรภู่ตั้งจิตขอพระพุทธคุณช่วย หากเกิดชาติหน้าใหม่ขอให้มีอายุยืนยาว แล้วแล่นเรือต่อมาผ่าน บางจาก บางพลู บางพลัด และบางโพ ซึ่งสุนทรภู่อธิษฐานจิตต่อพระสัมมาสัม

พุทธเจ้าที่ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ให้ตนพ้นภัยพาล จากนั้นเรือแล่นผ่านบ้านญวณ เข้าเขตนนทบุรี ถึงวัดเขมาภิรตาราม ผ่านไปถึงตลาดแก้ว แขวงเมืองนนท์ อันมีตลาดขวัญซึ่งเป็นตลาดน้ำ ถึงบางธรณี ซึ่งสุนทรภู่พรรณนาความรู้สึกรันทดของตน เรื่อยมาถึงเกาะเกร็ด สุนทรภู่ได้บรรยายถึงผู้หญิงมอญว่าต่างเกล้าผมดูสวยงามเป็นเอกลักษณ์

เมื่อเรือแล่นผ่านบางพูด สุนทรภู่ได้แสดงสัจธรรมเกี่ยวกับการพูดไว้ดังคำประพันธ์

ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์

มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร

จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา

กล่าวคือ ถ้าใครพูดดีก็จะมีคนรัก แต่ถ้าพูดไม่ดีก็อาจจะเป็นภัยต่อตนเองได้อีกทั้งยังไม่มีใครคบ ไม่มีเพื่อนสนิทมิตรสหาย อีกทั้งการจะดูว่าใครดีไม่ดีดูได้จากการพูดด้วยเช่นกัน

ต่อมาถึงบางเดื่อ สุนทรภู่ได้กล่าวอุปมาอุปไมยถึงคนพาลดังคำประพันธ์

ถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาด

บังเกิดชาติแมลงหวี่มีในไส้

เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน

อุปไมยเหมือนมะเดื่อเหลือระอา

กล่าวคือ ถึงหมู่บ้านบางเดื่อก็คิดถึงลูกมะเดื่อ ที่ภายนอกนั้นดูสวยงามน่ารับประทานแต่ภายในกลับมีแมลงมีหนอนชอนไชอยู่ เหมือนกับคนพาลที่ปากพูดดีแต่ในใจคิดทำอันตราย

สุนทรภู่แล่นเรือต่อมาผ่านบางหลวงเชิงราก แล่นไปถึงสามโคก ซึ่งรัชกาลที่ 2 ทรงพระราชทานนามปทุมธานีแทนสามโคก ต่อมาถึงบ้านงิ้ว สุนทรภู่ก็ได้กล่าวว่าใครมีชู้เมื่อตายไปแล้วก็ต้องไปปีนต้นงิ้วในนรก 

ต่อมาเมื่อพระอาทิตย์ตกก็มีเมฆมืดครึ้มมา จนดูมืดมัวไปทุกทิศทุกทาง ทำให้สุนทรภู่ต้องนอนค้างกลางทุ่งนา ต้องผจญกับยุงที่มากัด ทำให้ใจหวนคิดถึงหนหลังครั้งที่ยังสุขสมบูรณ์ จนรุ่งเช้าจึงได้ออกเดินทางต่อ

วัดภูเขาทอง-1

เมื่อถึงกรุงเก่า เรือผ่านหน้าจวนของเจ้าเมือง คือพระยาไชยวิชิต ทำให้คิดถึงความหลังตอนที่พระยาไชยวิชิตยังเป็นพระหมื่นไวย เคยหมอบเฝ้ารัชกาลที่ 2 ด้วยกัน จนเมื่อถึงที่หมายคือ อยุธยา สุนทรภู่จอดเรืออยู่ที่ท่าหน้าวัดพระเมรุ มีงานทอดผ้าป่า และมีการละเล่นที่วัดนี้ ตกดึกมีขโมยขึ้นเรือแต่ตนลุกขึ้นร้องตื่นเสียก่อน ขโมยจึงไม่ทันได้ของไป จนรุ่งขึ้น พระสุนทรภู่จึงได้ไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองและตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอให้ที่ได้มากราบในครั้งนี้ให้ได้บุญเพื่อเป็นอานิสงส์ให้พ้นภัยต่าง ๆ ถ้าจะเกิดชาติไหน ๆ ก็ขอให้ตนบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ ทั้งความทุกข์ความโศกอย่าได้มาใกล้ สบายไปตลอดกาล ทั้งความโลภ โกรธ หลง ขอให้ตนชนะได้ ขอให้มีสติปัญญาหลักแหลม ให้มีศีลธรรมอยู่ในใจ ทั้งผู้หญิงร้ายและผู้ชายชั่วก็ขอให้อย่าได้มาพัวพัน ขออย่าให้ลุ่มหลงในความรัก และขอให้บรรลุนิพพานในชาติหน้า

รุ่งขึ้นสุนทรภู่เดินทางกลับ โดยใช้เวลาล่องเรือเพียงวันเดียวก็มาถึงกรุงเทพฯ และจอดเรือที่วัดแจ้งหรือวัดอรุณราชวราราม สุนทรภู่ค่อยรู้สึกสร่างจากความเศร้าเพราะได้กราบพระพุทธรูป และสุดท้ายก็ไม่ลืมกล่าวถึงหญิงผู้เป็นที่รัก แม้ว่าในขณะนั้นสุนทรภู่ไม่ได้มีคนรัก รวมไปถึงไม่ได้เพิ่งแยกจากคนรักมา แต่การกล่างถึงหญิงผู้เป็นที่รักนั้น ถือเป็นธรรมเนียมของการแต่งนิราศโบราณ

เพื่อน ๆ ได้ทราบถึงที่มา จุดประสงค์ ลักษณะคำประพันธ์ รวมไปถึงเนื้อเรื่องทั้งหมดของนิราศภูเขาทองแล้ว StartDee ก็หวังว่าทุกคนจะอ่านคำกลอนเรื่องนี้ได้สนุกและเห็นภาพมากขึ้น (ส่วนใครที่ยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรนะ เข้าไปดูเพิ่มเติมในคลิปวิดีโอเรื่อง ถอดคำประพันธ์นิราศภูเขาทอง เปิดบันทึกสุนทรภู่ | วิชาภาษาไทย ได้ที่ Youtube ของ StartDee) รวมถึงได้คะแนนสอบดีแบบผ่านฉลุย ส่วนใครที่อ่านวิชาภาษาไทยจบแล้ว มาสนุกกับวิชาคณิตศาสตร์กันต่อ คลิกอ่านเรื่อง เส้นขนานและมุมภายใน  หรือวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หรือจะเข้ามาหาความรู้ในแอป StartDee ก็ได้นะ

 

 

แสดงความคิดเห็น