ภาษาถิ่นและคำซ้อน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชาภาษาไทย

ภาษาถิ่นและคำซ้อน

 

ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ เคยได้ยินประโยค “เนือยแล้วม๊าย” “หิวเข่าบ่” “อยากข้าวยัง” กันบ้างหรือเปล่า ? ไม่ต้องแปลกใจไป ถ้าคำตอบของเพื่อน ๆ ที่บ้านอยู่กรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่น ๆ ในภาคกลางคือ ไม่เคย เพราะประโยคทั้งสามที่เรายกมานั้นเป็น ภาษาถิ่น หรือ ภาษาพื้นเมือง ซึ่งก็คือ ภาษาย่อยที่ใช้สื่อความหมายตามท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งจะแตกต่างไปตามภาคและจังหวัดของประเทศไทยนั่นเอง

ถ้าเพื่อน ๆ อยากรู้ว่า ๓ ประโยคข้างบนนั้นหมายความว่าอย่างไร ไปตามหาความหมายและเรียนออนไลน์ไปพร้อมกับ StartDee ได้เลย คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่าง

Banner-Orange-Noey

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาษาถิ่น

มีอยู่ ๒ สาเหตุด้วยกัน ได้แก่

  • สภาพภูมิศาสตร์ 

เมื่อกลุ่มคนอาศัยอยู่ในสถานที่เดียวกัน ย่อมต้องใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร แต่หากกลุ่มชนอพยพย้ายถิ่นฐานไป ไม่ว่าจะเป็นผลจากการรุกรานของศัตรู หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ย่อมส่งผลให้ภาษาของชนกลุ่มนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยอาจออกเสียงเปลี่ยนไป ทำให้คําและความหมายของแต่ละคำนั้นเปลี่ยนไปเช่นกัน จึงเป็นสาเหตุให้เกิดภาษาถิ่นขึ้นนั่นเอง

  • สภาพแวดล้อม

เมื่อกลุ่มคนอาศัยอยู่ใกล้ชิดกัน ย่อมเกิดการรับและการผสมผสานกันทางด้านภาษาและวัฒนธรรม เช่น ภาษาถิ่นใต้ ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาชวา-มลายู ภาษาถิ่นเหนือ ได้รับอิทธิพลจากภาษาพม่าและมอญ ภาษาถิ่นอีสาน ได้รับอิทธิพลมาจาก ภาษาเขมร และลาว เป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาษาถิ่น

(ขวา)คนใต้และคนคนมลายู (กลาง) คนอีสานและคนพม่า (ซ้าย) คนเหนือและคนลาว

 

ความสำคัญของภาษาถิ่น

  • เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นนั้น ๆ 

ภาษาถิ่น นับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมทางภาษา โดยการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังค วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของกลุ่มชนต่าง ๆ เช่น นิทาน เพลงกล่อมเด็ก บทสวดในพิธีกรรม เป็นต้น

  • เป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นเครือญาติ 

หรือความเป็นพวกเดียวกัน การศึกษาภาษาถิ่นจึงมีส่วนช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่ามกลางความหลากหลายของคนในชาติ

  • เป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมไทยหลายเรื่อง

เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ตํานาน นิทาน ซึ่งสามารถสะท้อนวิถีชีวิตของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

 

ลักษณะความแตกต่างของภาษาถิ่น

ภาษาถิ่นที่ใช้กันในประเทศไทยของเราแบ่งออกคร่าว ๆ ได้เป็น ๔ ประเภท หรือที่เราเรียกกันว่า ภาษาถิ่น ๔ ภาค นั่นคือ ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นกลาง และภาษาถิ่นใต้ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในด้านเสียงและการใช้คำ ดังนี้

  • ความแตกต่างด้านเสียง

ลองนึกภาพเพื่อน ๆ ที่เป็นคนใต้โดยกำเนิด และจับพลัดจับผลูต้องไปเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยในภาคอีสาน หรือคนกรุงเทพฯ ที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวตามจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย คงจะสับสนไม่น้อยกับเสียงพูดของคนในพื้นที่ ว่าทำไมถึงได้แตกต่างจากภาษาที่ตัวเองเคยใช้เหลือเกิน แม้จะฟังดูยาก แต่จริง ๆ แล้วความแตกต่างด้านเสียงแบ่งออกย่อย ๆ จำง่าย ๆ เป็นเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ ตามตัวอย่างข้างล่างนี้เลย

พยัญชนะ

พยัญชนะ “ร” และ “ล” ในภาษาไทยมาตรฐาน เปลี่ยนเป็น “ฮ” ในภาษาถิ่นเหนือและอีสาน

เช่น รัก เป็น ฮัก และ แรง เป็น แฮง

สระ

สระอัว ในภาษาไทยมาตรฐาน เปลี่ยนเป็น สระเอีย ในภาษาถิ่นอีสาน เช่น เนื้อ เป็น เนี้ย

สระอัว ในภาษาไทยมาตรฐาน เปลี่ยนเป็น สระโอ ในภาษาถิ่นอีสาน เช่น ตัว เป็น โต

สระอึ ในภาษาไทยมาตรฐาน  เปลี่ยนเป็น สระเออ ในภาษาถิ่นอีสาน เช่น ครึ่ง เป็น เคิ่ง

สระอา ในภาษาไทยมาตรฐาน เปลี่ยนเป็น สระอัว ในภาษาถิ่นอีสาน เช่น ขวา เป็น ขัว

วรรณยุกต์

ภาษาถิ่นใต้มีวรรณยุกต์ ๗ เสียง แตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐานที่มีวรรณยุกต์เพียง ๕ เสียงเท่านั้น

คําที่ออกเสียงเป็นวรรณยุกต์โทในภาษาไทยมาตรฐาน เปลี่ยนเป็น วรรณยุกต์จัตวา ในภาษาถิ่นใต้ เช่น เที่ยว เป็น เถียว พ่อ เป็น ผอ

 

  • ความแตกต่างด้านการใช้คำ

เสียงว่างงแล้ว พอมาถึงเรื่องการใช้คำในภาษาถิ่นต่าง ๆ ยิ่งสร้างความสับสนยิ่งขึ้นไปอีก เพราะในบางครั้ง คำที่เราเห็นว่าหน้าตาเหมือนกัน พอเปลี่ยนไปเป็นภาษาถิ่นอื่น ๆ ความหมายดันเปลี่ยนไปซะอย่างนั้น

เช่น คำว่า ชมพู่ ผลไม้ทรงกรวยอ้วนกลมสีแดงและสีเขียว ที่คนพูดภาษาไทยมาตรฐานรู้จักกัน แต่สำหรับคนที่ใช้ภาษาถิ่นใต้ คำนี้หมายถึงฝรั่ง ผลไม้ผิวสีเขียวเมล็ดเยอะ ที่เห็นตามรถเข็นขายผลไม้ต่างหาก หรืออีกตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ คำว่า รักษา ในภาษาไทยมาตรฐาน กลับมีความหมายว่า เลี้ยง ในภาษาถิ่นใต้เสียนี่

ฝรั่ง ในภาษาถิ่นกลางและใต้

ในขณะเดียวกัน ความหมายที่เหมือนกัน อาจใช้คนละคำในแต่ละภาษาถิ่นก็ได้นะ ดูตัวอย่างในตารางด้านล่างได้เลย

ความหมาย ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นใต้ ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นอีสาน
พูด พูด แหลง อู้ เว้า
มอง มอง แล ผ่อ เบิ่ง

 

สำหรับประโยค “เนือยแล้วม๊าย” “หิวเข่าบ่” “อยากข้าวยัง” ที่เรายกตัวอย่างไปแล้วข้างต้น ก็เป็นอีกตัวอย่างของความแตกต่างด้านการใช้คำเช่นเดียวกัน โดยคำว่า เนือย (ภาษาถิ่นใต้) และ อยาก (ภาษาถิ่นเหนือ) ต่างก็มีความหมายว่า “หิว” ในภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นอีสาน 

เป็นยังไงกันบ้างเพื่อน ๆ เรียนออนไลน์เรื่องภาษาถิ่นกันไปแล้ว ต่อไปนี้เวลาไปเที่ยวในภาคต่างๆ ก็คงช่วยให้เข้าใจเพื่อน ๆ ในท้องถิ่นนั้น ๆ มากขึ้นแล้วเนาะ แต่ถ้าเจอคำที่ไม่เข้าใจ แนะนำให้ลองถามคนที่พูดได้เลย ไม่ต้องเขิน หรือจะคอมเมนต์ถามทีมคุณครูจาก StartDee ด้านล่างนี้ก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ หากเพื่อน ๆ อยากรู้ว่าภาษาถิ่นและภาษาไทยมาตรฐานต่างกันอย่างไร ลองดูได้ที่คลิปวิดีโอด้านล่างนี้เลย

 

สำหรับใครที่สนใจเรียนออนไลน์เรื่องภาษาถิ่นกันต่อ บทความภาษาถิ่นและคำซ้อน ตอนที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องของอิทธิพลของภาษาพื้นเมืองที่มีต่อภาษาไทยมาตรฐาน จะมีให้อ่านกันเร็ว ๆ นี้ ไม่แน่นะ...คำทั่วไปที่เพื่อน ๆ เคยได้ยินหรือเคยพูดอยู่เป็นประจำทุกวัน อาจเป็นภาษาถิ่น ๔ ภาค หรือมีคำจากภาษาพื้นเมืองผสมอยู่ก็ได้ อย่าลืมติดตามกันนะ 

ส่วนใครสนใจบทความวิชาภาษาไทย คลิกอ่านเรื่องอิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง ต่อกันนะ และนอกจากนั้น ยังสามารถดาวน์โหลดแอป StartDee ไปเรียนออนไลน์วิชาภาษาไทยได้อีกหลายบทเรียนเลยนะ

 

แสดงความคิดเห็น