ศิลาจารึก หลักที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิชาภาษาไทย

2563-7-22-[Blog]-ศิลาจารึกหลักที่-1-Edit

พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง...ขึ้นต้นมาแบบนี้ เพื่อน ๆ คงรู้แล้วใช่ไหมว่าสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงคือ ศิลาจารึก หลักที่ ๑ นั่นเอง โดยบันทึกเรื่องราวพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหง และยังรวมไปถึงเรื่องราวในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน เช่น สภาพสังคม การเมือง การปกครอง วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ของผู้คนในสมัยสุโขทัย เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น เรามาติดตามกันต่อเลย

 

ประวัติความเป็นมาของศิลาจารึก หลักที่ ๑

รัชกาลที่ ๔ ทรงค้นพบศิลาจารึกหลักที่ ๑ ที่ปราสาทเมืองสุโขทัย ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ได้จารึกขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ. ๑๘๒๖ เป็นต้นมา จนกระทั่งหลัง พ.ศ. ๑๘๓๕ จึงจารึกครบทั้ง ๔ ด้าน ทั้งนี้ ในหนังสือจารึกสมัยสุโขทัย ได้กำหนดเป็น “ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พ.ศ. ๑๘๓๕ ” ตามปีศักราชที่ระบุไว้ในจารึก ลักษณะของจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นแท่งศิลารูปสี่เหลี่ยมยอดแหลมปลายมนสูง ๑ เมตร ๑๑ เซนติเมตร มีถ้อยคำจารึก ๔ ด้าน 

ด้านที่ ๑ และด้านที่ ๒ มีจารึกด้านละ ๓๕ บรรทัด ด้านที่ ๓ และด้านที่ ๔ มีจารึกด้านละ ๒๗ บรรทัด รวมทั้งสิ้น ๑๒๔ บรรทัด ผู้แต่งศิลาจารึกหลักที่ ๑ สันนิษฐานว่า อาจมีมากกว่า ๑ คน สำหรับตอนที่ ๑ เชื่อว่าผู้แต่ง คือ พ่อขุนรามคำแหง เพราะใช้สรรพนามแทนตนว่า “กู” อยู่ในเนื้อความ ส่วนตอนที่ ๒ และ ตอนที่ ๓ สันนิษฐานว่า ผู้อื่นแต่งเพิ่มเติมภายหลัง

 

ลักษณะคำประพันธ์ในศิลาจารึก หลักที่ ๑

แต่งเป็นร้อยแก้วส่วนใหญ่เป็นประโยคความเดียวที่สื่อความหมายตรงตัว เข้าใจง่าย อีกทั้งบางตอนมีเสียงสัมผัสคล้องจอง เช่น ในนํ้ามีปลา ในนามีข้าว ทำให้เกิดความไพเราะ

 

จุดประสงค์ในการแต่งศิลาจารึก หลักที่ ๑

เพื่อบันทึกเรื่องราวสำคัญในสมัยกรุงสุโขทัย ลักษณะการปกครอง วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของราษฎร ตลอดจนบรรยายถึงความเจริญรุ่งเรือง และความสมบูรณ์พูนสุขของกรุงสุโขทัย เนื้อความในศิลาจารึก ทำให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงแต่เพียงคร่าวๆ ไม่ได้บ่งบอกถึงรายละเอียดชัดเจนนักว่า ทรงพระราชสมภพแตเมื่อปีพุทธศักราชใดแน่ชัด บอกแต่เพียงว่าพระองค์ทรงมีพี่น้อง ๕ คน โดยพ่อขุนรามคำแหงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๓ ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับนางเสือง พระองค์มีพระเชษฐา ๒ พระองค์ และพระขนิษฐา ๒ พระองค์ พระเชษฐาพระองค์แรกสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงยังทรงพระเยาว์ พระเชษฐาพระองค์ที่สองทรงพระนามตามศิลาจารึกว่า "พระยาบานเมือง" ซึ่งได้เสวยราชสมบัติต่อ จากพระราชบิดา และเมื่อพ่อขุนบานเมืองได้เสด็จสวรรคตแล้ว พ่อขุนรามคำแหงจึงเสวยราชสมบัติต่อมา

 

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ ๑ แบ่งออกได้ ๓ ตอน

นักวิชาการหลายท่านได้แบ่งเรื่องราวในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงออกเป็น ๓ ตอน ได้แก่

ตอนที่ ๑ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑ ถึงบรรทัดที่ ๑๘ กล่าวถึงพ่อขุนรามคำแหงที่เล่าพระราชประวัติของพระองค์เองว่าเป็นใคร อีกทั้งเล่าถึงการสู้รบกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอดในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์พระราชบิดา เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคต พ่อขุนรามคำแหงทรงปรนนิบัติรับใช้พระเชษฐาคือพ่อขุนบานเมืองเฉกเช่นเดียวกับที่เคยปรนนิบัติรับใช้พระราชบิดา จนกระทั่งเมื่อพระเชษฐาเสด็จสวรรคต พ่อขุนรามคำแหงได้เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นลำดับต่อมา

ในส่วนของตอนที่ ๒ นับตั้งแต่ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๘ จนจบด้าน ด้านที่ ๒ ทั้งหมด และด้านที่ ๓ ถึงบรรทัดที่ ๑๐ เนื้อความไม่ปรากฏสรรพนาม "กู" แต่ใช้คำว่า “พ่อขุนรามคำแหง” ในส่วนนี้จะเล่าถึงเหตุการณ์บ้านเมืองและความเจริญรุ่งเรืองในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง กล่าวถึงการค้าขายเสรี การร้องทุกข์ สภาพภูมิศาสตร์ตลอดจนขนบธรรมเนียม และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นของเมืองในขณะนั้นในส่วนนี้ผู้ที่ศึกษาศิลาจารึกได้คาดเดาออกเป็นสองทางว่า

๑. มีผู้บันทึกไว้หลังจากสิ้นรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง เนื่องจากในตอนที่ ๒ นี้ เริ่มที่ว่า "เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำ แหง..."

๒. พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นผู้รับสั่งให้มีการบันทึกต่อเพื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยที่พระองค์กำลังครองราชย์ 

ตอนที่ ๓ ตั้งแต่ด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๑๐ ถึงด้านที่ ๔ บรรทัดสุดท้าย เป็นส่วนสรรเสริญพระเกียรติคุณพ่อขุนรามคำแหง กล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญต่าง ๆ ของพระองค์อีกทั้งกล่าวถึงการที่พระองค์ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยตามแบบที่ใช้จารึกบนหลักศิลานี้ และยังมีการบันทึกว่าพระองค์ทรงมีความรู้เฉลียวฉลาดกล้าหาญ จนหาใครเปรียบได้ยาก สามารถปราบข้าศึกและขยายอาณาเขตได้อย่างกว้างขวาง บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์และทรงปกครองบ้านเมืองโดยธรรม

ทั้งนี้เนื้อความในตอนที่ ๓ นี้สันนิษฐานกันว่าได้บันทึกโดยคนรุ่นหลัง ซึ่งมีระยะเวลาห่างจากการบันทึกในตอนที่ 2 แล้วหลายปี

จารึกพ่อขุนรามคำแหงหรือศิลาจารึกหลักที่ ๑ นับเป็นศิลาจารึกหลักสำคัญของประเทศไทย และได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทยที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แม้เนื้อความสั้นเพียง ๑๒๔ บรรทัด แต่ได้บันทึกเรื่องราวที่บริบูรณ์ด้วยคุณค่าทางวิชาการหลากหลายสาขาเอาไว้ องค์กรยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งประชุมกันระหว่างวันที่ ๒๘-๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๖ ณ ประเทศโปแลนด์ จึงมีมติสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นทะเบียนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

นับเป็นเรื่องน่าดีใจจริง ๆ ที่เพื่อนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ได้มีโอกาสเรียนวรรณคดีเรื่องแรกของประเทศไทยแบบนี้ ใครอ่านจบแล้ว ไปต่อกันได้เลยที่บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ บทกลับของทฤษฎีบทพีทาโกรัส และการนำไปใช้ หรือจะย้ายไปเรียนวิชาสังคมศึกษากับบทเรียนเรื่ององค์ประกอบของแผนที่ สำหรับใครที่อยากข้ามขั้นเรียนของชั้น ม.๓ ลองอ่านบทเรียนเรื่องพระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทรดูสิ สนุกไม่แพ้กัน

แสดงความคิดเห็น