สอนโดยไม่สอน! ห้องเรียนภาษาอังกฤษที่ไม่ใช้ (ตำรา) ภาษาอังกฤษในการสอน

เทคนิค-สอน-ภาษาอังกฤษ-นอกตำรา

สมัยนี้การพูดภาษาอังกฤษให้ได้ไม่ใช่ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวอีกต่อไปแล้ว มันได้กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคนี้ เพราะภาษาอังกฤษนั้นแทรกซึมอยู่ในทุกมิติของชีวิตเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ จะอัดแน่นอยู่ในหลักสูตรของระบบการศึกษาไทย ตั้งแต่ชั้นประถมหนึ่งไปจนถึงมัธยมปีที่หกเลย

แต่เพื่อน ๆ รู้สึกเหมือนกันมั้ย ว่าต่อให้เรียนยังไง๊...ยังไง ก็ยังพูดไม่ได้อยู่ดี คาบเรียนกับครูไทยก็มีแต่เนื้อหาซ้ำซากตามตำรา เลื่อนชั้นมากี่ครั้งก็ยังเจอแต่แกรมมาร์บทเดิม (ที่ไม่เข้าใจและใช้ไม่เป็นสักที) ส่วนคาบเรียนกับครูต่างชาติน่ะหรือ แค่ แอมฟาย แต้งกิ้ว แอนด์ยู้ น่ะยังพอทน แต่จะให้ต่อบทสนทนาเท่ ๆ เหมือนในซีรีส์ที่ดูบน netflix คงเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ นี่ไม่ต้องพูดถึงการเอาไปพูดกับชาวต่างชาติในชีวิตจริงเลยนะ

ถ้าที่สอนกันในห้องเรียนตามปกติมันไม่เวิร์ค...ลองมาทำความรู้จักกับรูปแบบการ สอน” ภาษาอังกฤษโดย “ไม่สอน” ภาษาอังกฤษ กันดูมั้ยคะ?

ย้อนแย้งในตัวขนาดนี้ รีบบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่คอนเซปต์เพลงของ Getsunova แต่อย่างใด (ฮา) แต่เป็นเรื่องราวของศาสตราจารย์ Roberto Guzman ผู้สอนภาษาอังกฤษ ณ University of Puerto Rico at Mayagüez ในเปอร์โตริโก ที่นำประสบการณ์การสอนภาษาอังกฤษของเขามาแบ่งปันใน Ted Talk หัวข้อเรื่อง “Teaching English without Teaching English” ค่ะ

 

 

โดยศาสตราจารย์ Roberto สังเกตว่า แม้เด็กนักเรียนในคลาสของเขาจะทำได้ดีในการเขียน Essay หรือการสอบหลักภาษา แต่พอโดนเรียกให้พูดขึ้นมาทีไร นักศึกษาล้วนเกิดอาการปากสั่น ลิ้นเปลี้ย อ่อนเพลีย พูดไม่ออกกันดื้อๆ เสียอย่างนั้น เขาจึงล้มเลิกหลักสูตรการสอนแบบเดิมๆ ที่โฟกัสกับแกรมมาร์ แล้วหันมาใช้ระบบในการเรียนรู้ภาษาที่เขาออกแบบเอง ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้น ดังนี้

สอน-ภาษาอังกฤษ-คิด-วิเคราะห์

ขั้นที่ 1: ติดตั้ง “ต่อมเอ๊ะ” ลงในหัวของเธอซะ

ก่อนที่จะกระโดดไปสู่บทเรียนภาษา Roberto ชวนให้เราถอยหลังกลับมาที่จุดเริ่มต้น แล้วพิจารณาภาษาที่ตัวเนื้อหาของมันเสียก่อน โดยเริ่มจากการติดตั้ง “ต่อมเอ๊ะ” ลงในหัวของตัวเอง (เขาเรียกอย่างย่อว่า B.S. Detector มาจากคำว่า Bullshit Detector ซึ่งถ้าให้แปลตรงตัวก็คงเป็นเครื่องตรวจจับคนขี้โม้นั่นแหละ) แล้วไอเจ้าต่อมเอ๊ะที่ว่านี้มันทำงานยังไงกันนะ? Roberto ได้แบ่งย่อยเป็น 3 ส่วน ดังนี้ค่ะ

ส่วนแรกสุด ลับความคิดให้คมด้วยทักษะการคิดวิเคราะห์ (critical thinking) - ไม่ว่าจะได้อ่าน ได้ยิน หรือได้ฟังใครพูดอะไร เราต้องรู้จักที่จะ “ตั้งคำถาม” ตามอยู่เสมอ คนที่รู้ว่าตัวเองจะพูดอะไร ย่อมสื่อสารได้อย่างฉะฉานและตรงไปตรงมา ในขณะที่ “นักพูดขี้โม้” จะวิ่งหนีจากการลงรายละเอียดชัดเจน และเลือกที่จะพูดลอย ๆ ไม่ให้เราจับไต๋ได้ว่าสิ่งที่เขาพูดน่ะมันไม่มีมูล เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ถ้าได้ยินใครพูดอะไร ให้สั่นระฆังในหัวเลย ที่เขาพูดนี่ครอบคลุมทุกประเด็นหรือยังนะ มีข้อมูลมารองรับหรือเปล่า ถ้าเขาไม่ได้มั่วนิ่ม ก็ไปต่อกันในขั้นถัดไป

ส่วนที่สอง ตรวจหาตรรกะวิบัติ (logical fallacies) - คนเราใช้การให้เหตุผลที่ผิด ๆ กันอยู่ตลอดเวลา บางทีก็เผลอใช้อย่างไม่รู้ตัว หรือบางทีก็ใช้กันอย่างจงใจ ไม่ว่าจะเป็นการแถแม้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกันทั้งนั้น (Non Sequitur) การโจมตีผู้พูดแทนการชี้แจงเหตุผล (Ad Hominem) หรือการเชื่อว่าเขาถูกเสมอ ถ้าเป็นคำพูดของคนใหญ่คนโตน่ะนะ (Appeal to Authority)

ส่วนที่สาม เรียนรู้ที่จะคิดตาม...และคิดให้ลึกด้วย - หลักการของนักจิตวิทยา Benjamin Bloom ระบุไว้ว่า คนเรามีลำดับขั้นของการเรียนรู้อยู่หลายระดับ ซึ่งลำดับขั้นสูงสุดที่เขาอยากให้นักเรียนก้าวไปถึง คือ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าเนื้อหาได้ เรื่องที่เขาพูดนี่ เขารู้ลึกจริงหรือเปล่า หรือเขาแค่พูดตามข้อมูลที่มีอย่างล่องลอย Roberto เน้นย้ำว่า หากเราอยากเติบโตทางความคิด เราต้องรู้จักคิดตาม เปิดใจให้กว้าง และอย่ากลัวที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นของตัวเอง  

เอาล่ะ หลังจากที่ติดตั้งต่อมเอ๊ะกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็ไปสู่ขั้นต่อไปกันเถอะ :) 

 

สอน-ภาษาอังกฤษ-ให้เด็กอิน

 

ขั้นที่ 2: “หลอก” ให้เด็ก “อิน” จนลืมว่ากำลังเรียนอยู่

ลืมภาพห้องเรียนภาษาอังกฤษแบบเดิม ๆ ไปได้เลย เพราะ Roberto จะหยิบ Ted Talk คลิปบนยูทูบ ข่าวในหนังสือพิมพ์ หรืออะไรก็ได้นอกเหนือตำรามาคุยกับนักเรียน เขามักยกหัวข้อที่น่าสนใจอย่างข่าวเศรษฐกิจการเมือง หรือประเด็นร้อนทางสังคมมาพูดถึง เพื่อก่อให้ชั้นเรียนเกิด “บรรยากาศแห่งการสนทนา” ขึ้น โดยแม้เรื่องราวจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่เด็กจะรู้สึกอินไปกับเนื้อหา และเพลินไปกับการปล่อยให้เจ้าต่อมเอ๊ะทำงาน จน “ลืมตัว” ไปว่ากำลังซึมซับภาษาอยู่ และรู้สึกถูก “เร้า” ให้มีส่วนร่วม จนอดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็นเป็นภาษาอังกฤษบ้าง

การสอนแบบนี้ทำให้ห้องเรียนของเขามีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่เสมอ แต่ในทางที่ดีน่ะนะ เพราะนักเรียนของเขาไม่ลดละที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเลย  โดยห้องเรียนของเขามีกฎอยู่เพียงสองข้อ ได้แก่ 1) ต้องเคารพเสรีภาพของคนอื่นที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างจากเรา และ 2) ความคิด ไม่เท่ากับ ตัวบุคคล ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นศาสตราจารย์ที่น่าเชื่อถือ หรือเพื่อนที่ชอบพูดจาเรื่อยเปื่อย เราสามารถ (และควรที่จะ) ตั้งคำถามความคิดของบุคคลอื่นอย่างเป็นกลางและตรงไปตรงมา

 

สอน-ภาษาอังกฤษ-เนื้อหา

 

ขั้นที่ 3: ฝึกเรียบเรียงและลงมือเขียน

ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ขั้นตอนนี้ Roberto จะคอยย้ำเตือนกับนักเรียนของเขาเป็นระยะ ๆ อยู่เสมอว่า การทำผิดพลาดไม่ใช่เรื่องที่แย่ หากเราอยากเรียนภาษาอย่างจริงจัง เราต้องเต็มใจที่จะผิดพลาด และควรพลาดให้เยอะด้วย เพราะมันเป็นหนทางที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าขอบเขตของภาษาอยู่ตรงไหน 

Roberto มองว่า การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กยินดีที่จะทำผิดพลาด จะทำให้เด็กให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความคิดมากกว่าการยึดติดกับรูปแบบทางภาษา และเมื่อนักเรียนของเขาคุ้นเคยกับการพูดผิดพูดถูกได้อย่างสบายใจ แรงกดดันในขั้นตอนการเขียนให้ถูกต้องตามหลักภาษาก็จะลดลง ก็เพราะตัวแกรมมาร์น่ะมันแก้ไขกันได้ สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ความคิดสร้างสรรค์และไอเดียบรรเจิดของเด็ก ๆ ต่างหากล่ะ

เมื่อคลาสเรียนเดินทางมาถึงช่วงปลายเทอม Roberto มักจะพบว่าบรรยากาศห้องเรียนที่เคยเงียบเหงาเมื่อต้นเทอม เพราะทุกคนต่างเขินอายที่จะเอ่ยปากแสดงความเห็นนั้น ได้กลับกลายเป็นห้องเรียนเสียงดังที่ทุกคนยกไม้ยกมือแย่งกันตอบ

นี่คือผลของการ “สอน”ภาษาอังกฤษ โดย “ไม่สอน” ภาษาอังกฤษของเขา เขาได้ปลูกฝังให้เด็กรู้จักกับการคิดอย่างเป็นระบบ การใช้เหตุผลที่ถูกต้อง การตั้งคำถาม และเหนือสิ่งอื่นใด การไม่กลัวที่จะผิดพลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองจะเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้นักเรียนของเขา เติบโต และก้าวสู่สังคมแห่งผู้มีปัญญาได้อย่างมั่นใจในอนาคต

เป็นยังไงกันบ้างกับเทคนิคการสอนโดยไม่สอนนี้ ถ้าห้องเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนของเราเป็นแบบนี้บ้าง การเรียนคงจะน่าสนุกขึ้นไม่น้อยเลยล่ะ และไหน ๆ บทความนี้ก็เกี่ยวกับการเรียนภาษาแล้ว ก่อนจากกัน เราเลยอยากทิ้งท้ายไว้ด้วยคำพูดเท่ ๆ ของ Roberto ที่เราฟังแล้วฮึกเหิมสุด ๆ สัก 2 - 3 ประโยค หวังว่าเพื่อน ๆ ฟังแล้วจะถูกใจเหมือนกันนะ 

School-of-you-main-KV_840x213__Draft01

  • “You must know all the answers – no, you should know all the questions. And not be afraid to ask them” คุณอาจคิดว่าตัวเองต้องรู้คำตอบทุกอย่าง แต่ไม่หรอก คุณควรต้องรู้ในทุกสิ่งที่ควรถามต่างหาก และต้องไม่กลัวที่จะเอ่ยปากถามมันด้วย
  • “If you want to learn a language, you must be willing to make mistakes. Lots of mistakes.” หากคุณอยากที่จะเรียนรู้ภาษา คุณต้องเต็มใจที่ทำเรื่องผิดพลาด และผิดให้เยอะด้วย
  • “Ask questions. Constantly. Event dumb questions. You should fear, not the people who ask questions, but the people who fear questions.” ตั้งคำถามเสียเถิด ถามไปเรื่อย ๆ แม้มันจะเป็นคำถามที่ฟังดูบื้อก็ตาม และคุณไม่ควรที่จะต้องกลัวคนที่หมั่นตั้งคำถาม แต่เป็นคนที่กลัวคำถามต่างหากล่ะ 

 

ถ้าเพื่อน ๆ อยากอ่านบทความเทคนิคการเรียนรู้นอกห้องเรียนเจ๋ง ๆ แบบนี้อีก อย่าลืมกดติดตาม เพจ StartDee เอาไว้นะ แล้วเจอกันในบทความต่อ ๆ ไป :)

แสดงความคิดเห็น