เมื่อเด็กทำผิด สื่อสารอย่างไร ให้พร้อมก้าวต่อไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

ผู้ใหญ่

เมื่อเด็ก ๆ ทำผิด คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอาจจะใช้วิธีการทำโทษ หรือวิธีอื่น ๆ เพื่อหยุดพฤติกรรมและป้องกันการทำผิดซ้ำของเด็ก ๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ นอกจากจะทำให้เด็กรู้จักปรับปรุงตัวเองแล้ว ยังส่งผลต่อทัศนคติเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เห็นได้จากงานวิจัยของ Kyla Haimovitz และ Carol S. Dweck (2016) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ที่กล่าวว่า การแสดงออกของพ่อแม่เมื่อลูกทำผิดพลาด จะส่งผลต่อความคิด ทัศนคติและความมั่นใจที่จะก้าวข้ามผ่านความผิดพลาดต่าง ๆ ตั้งแต่เด็กจนโต

ดังนั้น วิธีการสื่อสารจึงสำคัญต่อความพร้อมที่จะก้าวต่อไปเป็น ‘ผู้ใหญ่ที่ดี’ ซึ่งในที่นี้ คือการเติบโตไปเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ พร้อมรับมือและแก้ไขกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามี Growth Mindset นั่นเอง

 

เมื่อการสื่อสาร ส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็ก

จาก งานวิจัยของคุณ Kang Lee และคณะในปี 2014 พบว่า การอ่านนิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผลเสียที่ตามมาเมื่อทำความผิด เช่น พินอคคิโอ และเด็กเลี้ยงแกะ แทบจะไม่ช่วยให้เด็ก ๆ ยอมสารภาพผิด ในขณะที่นิทานเกี่ยวกับการให้อภัยและชื่นชมเมื่อยอมรับผิด อย่างเรื่องจอร์จ วอชิงตันกับต้นเชอร์รีนั้น กลับทำให้เด็กยอมสารภาพผิดมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ 

ดังนั้น แม้เจตนาหลักของพ่อแม่หรือคุณครูจะเป็นความหวังดีและต้องการสอนให้เด็ก ๆ มีความซื่อสัตย์เหมือนกัน แต่เมื่อเนื้อหาของสารเปลี่ยนไป พฤติกรรมของเด็กย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นั่นคือ เด็กกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะปกปิดความผิด เพราะกลัวผลเสียที่จะตามมา และกลัวว่าคนรอบข้างจะไม่ยอมรับอย่างเก่า ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะยอมรับและแก้ไขความผิดพลาดของตนเอง เพราะคิดว่ายังมีโอกาสปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม

 

สื่อสารแบบไหนให้เด็ก ๆ พร้อมก้าวต่อไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

เราเชื่อว่าพ่อแม่และคุณครูทุกคนล้วนมีเจตนาที่ดีต่อเด็ก ๆ เพียงแต่วิธีการสื่อสารความห่วงใยของแต่ละคนอาจไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว ซึ่งงานวิจัยข้างต้นก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่า วิธีการสื่อสารความห่วงใยที่แตกต่างกันนั้น ทำให้เด็ก ๆ ตีความต่างกันไปด้วย วันนี้เราเลยอยากจะแชร์วิธีการสื่อสารความห่วงใยของพ่อแม่และคุณครูให้เด็ก ๆ รับรู้และตีความตรงกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจเจตนาที่ดีและพร้อมที่จะเรียนรู้จากการแก้ไขความผิดพลาดของตนเอง ซึ่งมี 5 วิธีดังต่อไปนี้

1. ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องที่แก้ไขได้

จากการทดลองของคุณ Kang Lee (2014) ชี้ให้เห็นว่า การห้ามไม่ให้เกิดความผิดพลาดและสื่อสารเฉพาะผลเสียที่เกิดจากการทำผิดนั้น อาจนำไปสู่การปกปิดไม่ให้ใครรู้ซะมากกว่าการอยากเรียนรู้เพื่อแก้ไข ดังนั้น ควรสื่อสารกับเด็ก ๆ ว่า ความผิดพลาดมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่จะต้องรู้จักรับผิดชอบการกระทำของตนเอง โดยให้เด็ก ๆ ได้มีส่วนร่วมในการคิดแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาและสร้างความรู้สึกที่ว่า ตนเองมีความสามารถที่จะจัดการกับความผิดพลาดได้ รวมทั้งเน้นการสนับสนุนเด็ก ๆ เมื่อมาถูกทาง ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมที่ทำสิ่งดี ๆ หรือขอบคุณที่ซื่อสัตย์ และพยายามแก้ไขสิ่งที่พลาด เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจ พร้อมที่จะเรียนรู้และก้าวต่อไป

 

2. โฟกัสเรื่องปัจจุบันและอนาคต มากกว่าอดีต 

“นั่นไง ว่าแล้ว” หรือ “นี่ไง เพราะเป็นคนแบบนี้” เป็นประโยคฟังเผิน ๆ เหมือนการบ่นทั่วไป แต่ไม่แน่ว่า อาจฝังอยู่ในใจเด็กในระยะยาว เพราะพวกเขาอาจตีความว่า ความผิดที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่จะติดตัวเขาไปตลอด จนหมดหวังและหมดไฟที่จะแก้ไขให้ดีขึ้น ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูจะพูดถึงความผิดในอดีตของเด็ก ๆ อาจพูดในเชิงสิ่งที่ได้เรียนรู้มากกว่าการแปะป้ายว่าพวกเขาจะเป็นคนแบบนี้ตลอดไป เพราะไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่เชื่อแบบนี้เท่านั้น เด็ก ๆ เองก็จะรับความเชื่อดังกล่าวมาและหมดความหวังที่จะพัฒนาตัวเองไปด้วยเช่นกัน

 

3. สื่อสารด้วยความเข้าใจ มากกว่าความกลัว

การสื่อสารด้วยอารมณ์อย่างการใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือวิธีที่ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกกลัว อาจช่วยหยุดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ได้ แต่เราอยากชวนมองว่า จะดีกว่าไหม ถ้าเด็ก ๆ เลือกที่จะไม่ทำผิด เพราะเข้าใจว่าสิ่งที่ทำส่งผลกระทบต่อตนเองและคนอื่นอย่างไร เช่น เมื่อเด็ก ๆ ทำของในบ้านพัง การที่พ่อแม่ถอนหายใจหรือดุด่าอย่างรุนแรง อาจทำให้พวกเขารู้สึกกลัวว่า ถ้าทำอีกคุณพ่อคุณแม่จะไม่พอใจ ในขณะที่การเข้าไปถามถึงเหตุผล ชวนคิดถึงผลกระทบของการไม่รักษาสิ่งของ และร่วมกันหาทางแก้ไข เช่น ช่วยกันซ่อมแซม หรือหักค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ซื้อของชิ้นใหม่ เพื่อให้เด็ก ๆ เห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งของมากขึ้น และไม่ทำแบบเดิมอีก เพราะพวกเขาเข้าใจผลกระทบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ใช่เพราะกลัวการถูกลงโทษเพียงอย่างเดียว

 

4. ไม่ลืมที่จะสื่อสารความรัก

นอกจากการชวนคิดถึงเหตุผลแล้ว การสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก ๆ ว่าความรักของพ่อแม่และคุณครูจะไม่ลดน้อยลงเมื่อเขาทำผิดพลาดนั้น ก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะการตำหนิหรือทำโทษบางทีมีโอกาสที่เด็ก ๆ จะตีความได้ว่า ความรักที่มีให้พวกเขานั้นน้อยลงหรือเปล่า ทำให้พวกเขาไม่กล้ายอมรับผิดหรือพูดคุยอย่างเปิดใจ ดังนั้น การสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก ๆ ว่าเราจะยังคงอยู่ข้างเขาและช่วยกันแก้ไขปัญหา ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าครอบครัวหรือคุณครู คือพื้นที่ปลอดภัยของพวกเขา และกล้าที่จะสื่อสารไม่ว่าจะเป็นความภูมิใจหรือความผิดพลาดก็ตาม

 

5. มองจากมุมของคนอื่น

วิธีสุดท้าย คือรู้เท่าทันอคติ (Bias) ของตนเอง ซึ่งอคติดังกล่าวอาจทำให้เราคิดว่าวิธีที่เลือกดีที่สุดแล้ว แต่หากลองสวมบทเป็นคนอื่นแล้วมองกลับมาที่ตัวเอง อาจทำให้เห็นข้อดีข้อเสียของสิ่งที่เราแสดงออกเมื่อเด็ก ๆ ทำผิด และช่วยให้เราได้ทบทวนก่อนตัดสินใจว่า สิ่งที่เราทำนั้นเป็นการตัดกำลังใจเขาให้หมดหวังที่จะแก้ไข หรือเป็นการสร้างกำลังใจให้เขาอยากเป็นคนที่ดีขึ้น

นอกจากวิธีเหล่านี้แล้ว ยังมีการสื่อสารรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถปลูกฝังให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน เราอยากให้ตระหนักเสมอว่า แม้เราจะมีเจตนาดี แต่ความหมายของสิ่งที่เราสื่อสารนั้น อยู่ที่การตีความของพวกเขาด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ การที่พ่อแม่หรือคุณครู ได้รู้จักตนเอง รู้จักลูก ๆ และรู้วิธีการสื่อสารให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน 

นอกจากการสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมแล้ว ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาอ่านเรื่องการสื่อสารเพื่อความรู้ให้กับเด็ก ๆ ก็สามารถคลิกเข้าไปอ่านในบทความ สอนโดยไม่สอน! ห้องเรียนภาษาอังกฤษที่ไม่ใช้ (ตำรา) ภาษาอังกฤษในการสอน ต่อได้หรือติดตามบทความอื่น ๆ ได้ใน Blog StartDee และเพจเฟซบุ๊ก StartDee ได้เลย

 

Reference :

Johnson, H. (2015, September 13). How to Talk to Your Kids About...Mistakes. Retrieved May 27, 2020, from https://www.pediatricsafety.net/2012/06/how-to-talk-to-your-kids-about-mistakes/

Lee, K. (2018, July 23). How Should You React When Your Child Makes a Mistake? Retrieved May 27, 2020, from https://www.verywellfamily.com/what-to-do-when-your-child-makes-a-mistake-4050012

Lee, K., Talwar, V., McCarthy, A., Ross, I., Evans, A., & Arruda, C. (2014). Can Classic Moral Stories Promote Honesty in Children? Psychological Science, 25(8), 1630–1636. https://doi.org/10.1177/0956797614536401

Haimovitz, K., & Dweck, C. S. (2016). Parents’ Views of Failure Predict Children’s Fixed and Growth Intelligence Mind-Sets. Psychological Science, 27(6), 859–869. https://doi.org/10.1177/0956797616639727

แสดงความคิดเห็น