จัดการกับปัญหา “หมด passion” ด้วยวิธีการตั้งเป้าหมายสุดเจ๋ง

หมด passion

เพื่อน ๆ เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม ? 

  • มี New Year resolution แต่ล้มเลิกไปตั้งแต่ต้นปี
  • เปิดเทอมมาฟิตมาก แต่พอใกล้สอบก็เริ่มท้อใจกับการศึกษา 
  • ตั้งใจไว้ว่าจะออกไปวิ่งทุกวัน แต่พอผ่านไปซักพัก ก็เริ่มขี้เกียจซะงั้น

ถ้าต้องทำอะไรต่อเนื่องกันนาน ๆ แล้วอยู่ในสถานการณ์ที่กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึงแบบนี้ คงต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า ที่เราอยากจะหยุด เพราะเหนื่อยเฉย ๆ เดี๋ยวพักสักแปบก็คงหาย หรือเพราะหมดใจจะไปต่อแล้วจริง ๆ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง อาจจะเข้าข่ายอาการ #หมดpassion แล้วก็ได้นะ !

 

หมด Passion คืออะไรกันนะ

Passion ที่ว่านี้ คือ ความรู้สึกหลงใหล มีแรงผลักจากภายในให้เราทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย หรือได้สิ่งที่ต้องการ ดังนั้น การหมด passion จึงมักจะมากับคำพูดที่ว่า “ไม่เห็นสนุกแบบตอนแรกเลย” หรือ “เบื่อแล้ว ฉันทำสิ่งนี้ไปทำไมกันเนี่ย” กลายเป็นว่า มีเครื่องหมายคำถามขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด จนในที่สุด ก็ล้มเลิกไปอย่างน่าเสียดาย วันนี้เราเลยอยากชวนเพื่อน ๆ มาจัดการกับปัญหาหมด passion ด้วยวิธีการตั้งเป้าหมายสุดเจ๋ง ที่จะช่วยเพิ่มแรงใจ ผลักให้เราอยากไปต่อ ถ้าพร้อมแล้ว (ทำเสียงฮึกเหิม) เรามาเริ่มตั้งเป้าหมายไปพร้อมกันเลยดีกว่า !

สำหรับฮีโร่ของเราวันนี้ คือคุณ Edwin A. Locke นักจิตวิทยาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ การตั้งเป้าหมาย หรือ Goal-setting ขึ้นมา ซึ่งช่วยให้เราได้เห็นภาพชัดขึ้นว่า เป้าหมายแบบไหนที่จะทำให้เรามีแรงจูงใจ และไม่ล้มเลิกไประหว่างทาง โดยการตั้งเป้าหมายแต่ละครั้งควรจะมีองค์ประกอบสำคัญ 5 อย่าง นั่นก็คือ

 

1. ความชัดเจน (Clarity) 

หมายถึง การตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง ทั้งสิ่งที่ต้องทำและช่วงเวลาที่จะทำ เพราะถ้าเราตั้งเป้าหมายกว้างเกินไป อาจจะทำให้สับสนว่าควรเริ่มจากตรงไหน แถมยังติดตามผลได้ยากขึ้นไปอีก เช่น ตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือเรียนให้เยอะขึ้น แต่คำว่า ‘เยอะขึ้น’ มีความหมายสุดแสนจะกว้าง เพราะไม่รู้ว่าวัดจากจำนวนหน้า เวลา หรือความหลากหลายของเนื้อหาที่จะอ่าน อาจทำให้เรารู้สึกว่า ไว้ไปอ่านพรุ่งนี้เยอะ ๆ ทีเดียวก็ได้ หรืออ่านแค่ไม่กี่วันก็ล้มเลิกไป

หมด passion

การจดเป้าหมายลงในสมุด (ขอบคุณภาพจาก  Unsplash)

แต่จะทำยังไงให้เป้าหมายชัดเจนล่ะ ? คำตอบคือ การทำให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด ซึ่งมีงานวิจัยของ Cecil Alec Mace (1935) ที่บอกว่า คนที่จดหรือเขียนเป้าหมายของตัวเองเป็นลายลักษณ์อักษร มีแนวโน้มที่จะไปถึงเป้าหมายได้มากกว่าคนที่ไม่ได้เขียนออกมาถึง 50 % เลยทีเดียว เราเลยอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ลองเขียนออกมาให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง เช่น จดลงในสมุดว่า เราจะอ่านหนังสือวันละ 2 ชั่วโมง พร้อมกำหนดว่า จะอ่านบทไหน วิชาอะไร เหมือนเป็นมิชชันในแต่ละวัน เพื่อให้สามารถลงมือทำได้เลย ไม่หมด passion อีกต่อไป 

 

2. ความท้าทาย (Challenge)

“ทันทีที่เด็กหญิงส้มหยุด รู้ตัวว่าน้ำหนักขึ้น เธอก็มุ่งมั่นตั้งใจจะออกกำลังกายวันละ 15 นาที ช่วงแรก ๆ ส้มหยุดรู้สึกดีเหมือนเป็นสาวเฮลทีแต่เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน พอร่างกายเริ่มชิน ส้มหยุดก็รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นวนลูปซ้ำ ๆ เธอเริ่มทำเพื่อให้จบ ๆ ไป จนในที่สุดก็หยุดออกกำลังกาย เพราะไม่มีอะไรตื่นเต้น ท้าทาย และเหตุผลง่าย ๆ ว่า เบื่อแล้ว..”

ใครเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ยกมือขึ้น! ถึงแม้ว่าส้มหยุดจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก ๆ แต่เป้าหมายแบบเดิมซ้ำ ๆ อาจจะทำให้เราเบื่อได้ เหมือนเวลากินเมนูโปรดทุกวัน จนกลายเป็นเมนูธรรมดาไปซะงั้น ดังนั้น การเพิ่มความท้าทาย จะช่วยให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีพัฒนาการมากขึ้น แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป และไม่หักโหม เช่น สัปดาห์แรก ออกกำลังกายวันละ 15 นาที สัปดาห์ถัดไปอาจจะค่อย ๆ เพิ่มอีกทีละ 5-10 นาที หรืออีกไอเดียหนึ่ง คือ การออกกำลังกายด้วยวิธีใหม่ ๆ เช่น วันนี้วิ่ง พรุ่งนี้เปลี่ยนไปปั่นจักรยาน อาจจะช่วยเพิ่มสีสันและความท้าทายใหม่ ๆ ให้เราก็ได้นะ

 

3. การสร้างข้อผูกมัด (Commitment)

ฟังดูแล้วอาจจะงงว่าการผูกมัดเกี่ยวอะไรกับเป้าหมายของเรา แต่จริง ๆ แล้ว การสร้างความรู้สึกที่ว่าจำเป็นต้องทำจะทำให้เราลงมือทำอย่างสม่ำเสมอได้ ซึ่งเทคนิคหนึ่งคือการ บอกเล่าเป้าหมายให้คนที่เราไว้ใจ หรือคนรอบตัวฟัง เพราะถ้าเก็บไว้ในใจคนเดียว เราอาจจะผัดวันประกันพรุ่งไปทำเมื่อไรก็ได้ เพราะไม่มีใครรับรู้ แต่ถ้าบอกคุณพ่อคุณแม่ หรือเพื่อนสนิทไว้ อย่างน้อยเราจะรู้สึกเหมือนมีสายตาอีกคู่จับจ้องอยู่เบา ๆ บางทีอาจจะมีเสียงเตือนออกมาด้วย เช่น “วันนี้ไม่ไปวิ่งเหรอ” “ไหนบอกจะกินของหวานน้อยลงไง” ทำให้เวลาเผลอใจ ก็พอจะมีคนคอยย้ำเตือนถึงความตั้งใจของเราได้ 

หมด passion

ลองคุยหรือเล่าเป้าหมายให้เพื่อน ๆ หรือคนใกล้ตัวฟัง (ขอบคุณภาพจาก Unsplash)

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การกดดันตัวเองเกินไป จนกลายเป็นความเครียด ดังนั้นถ้าเลือกที่จะบอกใครอาจจะเริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ หรือคนที่เราไว้วางใจ เผื่อจะช่วยกันเตือน ช่วยกันเติมกำลังใจให้เราทำสิ่งที่ตั้งใจไว้อย่างต่อเนื่อง

 

4. การย้อนกลับมาทบทวน (Feedback)

มีบางครั้งที่เรารู้สึกว่า ทำไปเรื่อย ๆ แล้วทำไมไม่เห็นผลสักที เช่น อ่านหนังสือยังไงก็จำไม่ได้ หรือฝึกซ้อมยังไงก็ไม่ค่อยต่างจากช่วงแรก ๆ ความรู้สึกแบบนี้ ชวนให้ห่อเหี่ยวใจไม่น้อยเลยใช่ไหมเพื่อน ๆ 

แม้ว่า 3 ข้อแรกจะสำคัญ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาด คือ การกลับมาทบทวนว่า วิธีนี้ทำแล้วเวิร์กไหม เหมาะกับเราหรือเปล่า เพราะถ้าวิธีนั้นยากเกินไป หรือไม่ได้ตอบโจทย์ความตั้งใจของเรา ก็ไม่สายที่จะลองวิธีใหม่ ๆ เช่น ปลาทองเป็นคนติดเกมมาก เลยอยากลดเวลาเล่นเกมจากวันละ 3 ชั่วโมง เหลือวันละ 10 นาที แต่ผ่านไป 2-3 วัน เขาก็กลับมาเล่นใหม่ แถมเล่นนานกว่าเดิมซะอีก ถ้าปลาทองลองกลับมาทบทวนอาจพบว่า การลดเวลาเล่นแบบเดิมนั้นหักดิบจนเกินไป และไม่ใช่วิธีที่เวิร์กสำหรับเขา

วันต่อมา ปลาทองเลยลองลดเวลาเล่นเกม เหลือวันละ 2 ชั่วโมง 50 นาที วันถัดไปก็ลดอีก 5-10 นาที ทีละนิด ๆ เหมือนกับการหลอกตัวเองเบา ๆ ว่าเรายังได้เล่นเยอะอยู่นะ อะไรประมาณนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าวิธีนี้จะเหมาะกับเหล่าเกมเมอร์ทุกคน ยังไงก็ต้องลองผิดลองถูกกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอวิธีที่ใช่สำหรับเรา 

 

5. ความซับซ้อน (Task complexity)

ถ้าตอนนี้เพื่อน ๆ เริ่มตั้งเป้าหมาย และลองทำครบทั้ง 4 ข้อแล้ว สิ่งสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การตั้งเป้าหมายที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป เช่น วันนี้จะเรียนเรื่องเส้นขนานและมุมภายในกับ StartDee ไป กินข้าวไปด้วย แล้วมาอ่านเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ต่อด้วยจับเวลาทำโจทย์อีกสัก 50 ข้อ ค่อยทำการบ้านที่เหลือ 

หมด passion

การตั้งเป้าหมายที่ซับซ้อนเกินไปอาจจะทำให้เหนื่อยและล้มเลิกได้ (ขอบคุณภาพจาก Unsplash)

ลองนึกภาพดูว่าถ้าตื่นเช้ามาแล้วเราเจอเป้าหมายยาวเหยียดขนาดนี้ เราจะจำได้ไหมว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง อีกอย่าง การตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากจนเกินไป อาจกลายเป็นความซับซ้อนที่ทำได้ยากขึ้นไปอีก และแม้คุณครูใน StartDee จะสอนสนุกแค่ไหน หรือได้อ่านวิชาที่ชอบยังไง การอัดทุกอย่างแน่นเอี้ยดแบบนี้ อาจจะฝืนลิมิตร่างกาย หรือท้อใจเมื่อทำไม่สำเร็จได้ ดังนั้น เพื่อน ๆ ควรจะตั้งเป้าหมายแบบชัดเจนแต่ต้องเผื่อเวลาไว้ให้ตัวเองด้วย เพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน อย่างการอ่านเท่าไรก็ไม่เข้าใจ เลยต้องขยายเวลาอ่านเยอะไปกว่าเดิม หรือแม่เรียกไปล้างจาน ซักผ้า รดน้ำต้นไม้ ฯลฯ อาจจะทำให้ไม่ได้เป็นไปตามแผนที่เราวางเอาไว้ก็ได้นะ

จบไปแล้วกับเช็กลิสต์ทั้ง 5 ข้อ หวังว่าเพื่อน ๆ จะได้ลองเอาไปปรับใช้กับการตั้งเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ เราก็เป็นกำลังใจให้เสมอนะ (ชูป้ายไฟให้กำลังใจทุกคน) ไว้มาอัปเดตเรื่องราวดี ๆ กันใหม่ได้ใน Blog StartDee ซึ่งจะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้น ต้องรอติดตามกันแล้วล่ะ

 

Reference 

Wieland, J., Arsid, V., Vikas, Logan, J., Rose, Evans, O., . . . Jaya. (n.d.). What is Goal-Setting Theory? Retrieved June 12, 2020, from https://gostrengths.com/what-is-goal-setting-theory/

What is Locke's Goal Setting Theory of Motivation? (Incl. Examples). (2020, May 29). Retrieved June 12, 2020, from https://positivepsychology.com/goal-setting-theory/

แสดงความคิดเห็น