ฮอโลคอสต์ (Holocaust) ฝันร้ายที่ไม่อยู่ในบทเรียน

2564-3-9-[Blog]-ฮอโลคอสต์-[Holocaust]-ฝันร้ายที่เราไม่อยากให้ลืม-840x410-3rd-Draft

 

 

 

คำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหา: บทความนี้มีเนื้อหาและภาพเกี่ยวกับ ความรุนแรง, ความตาย, การเหยียดเชื้อชาติ, ความเกลียดชังที่เจาะจงไปยังกลุ่มคนและศาสนา


Content Warning: This content has text and pictures which contain with Violence, Death and Dying, Racism, Hateful directives at religious groups (Anti Semitism).



 

 

นอกจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่จากระเบิดปรมาณู ฮอโลคอสต์ (Holocaust) ถือเป็นอีกหนึ่งรอยแผลของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารไปกว่า 11 ล้านคนตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี และที่น่าเศร้ายิ่งกว่าก็คือ การสังหารหมู่ครั้งนี้มีการวางแผนอย่างดี มีการจัดการที่เป็นระบบ รวมถึงมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยจนเกิดเป็น “อุตสาหกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนรุ่นหลังเป็นอย่างมาก

อะไรทำให้มนุษย์ที่ไม่มีความบาดหมางกันมาก่อนหันมาเข่นฆ่าอีกฝ่ายได้อย่างโหดร้ายทารุณขนาดนี้ วันนี้ StartDee จะพาทุกคนไปรู้จักฮอโลคอสต์ เรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงน้อยมาก ๆ ในบทเรียนเรื่องนี้กัน

 

 

ฮอโลคอสต์คืออะไร ?

หากสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพื่อขยายอาณาเขตของชาวเยอรมัน

ฮอโลคอสต์ก็เกิดขึ้นเพื่อกำจัดผู้ที่ไม่ใช่ชาวเยอรมันออกไปเพื่อให้ชนชาติเยอรมันนั้นบริสุทธิ์

ฮอโลคอสต์ (Holocaust) คือการสังหารเพื่อทำลายเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Jews) ในยุโรปโดยนาซีเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวทั่วยุโรปถูกฆาตกรรมหมู่ (​​Mass Murder) โดยการสนับสนุนของรัฐบาล สาเหตุของโศกนาฏกรรมบทนี้มาจากการเหยียด “ชาติพันธุ์” เป็นหลัก แต่ทำไมถึงต้องเป็นชาวยิวกันล่ะ ?

 

 

ความเกลียดชังชาวยิว

ความเกลียดชังชาวยิวนั้นฝังรากลึกมานานตั้งแต่ก่อนคริสตกาลและเกี่ยวพันกับศาสนาอย่างแน่นแฟ้น ด้วยความเชื่อทางศาสนา ชาวยิวนั้นไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า ชาวคริสต์ในยุคนั้นจึงไม่พอใจเป็นอย่างมากและเชื่อว่าชาวยิวต้องรับผิดชอบต่อการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ความเกลียดชังนี้ทำให้ชาวยิวถูกแบ่งแยกและถูกกีดกันทางกฎหมาย เช่น ไม่มีสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน ถูกกีดกันในการเข้ารับราชการ การไม่ได้รับการยอมรับในระบบราชการนี้ทำให้ชาวยิวหันมาทำธุรกิจและมีฐานะที่มั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ

และก่อนที่นาซีเยอรมันจะเรืองอำนาจ ในขณะที่ฮิตเลอร์ยังเป็นนายทหารหนุ่มเขาได้ฟังเลคเชอร์เกี่ยวกับแนวคิดเกลียดชังชาวยิว (Antisemitism) จากอาจารย์รัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยมิวนิค เมื่อได้ทำงานในกองทัพช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 ฮิตเลอร์ก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากหัวหน้าหน่วยที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ต่อต้านชาวยิว และมีแนวคิดชาตินิยมแบบสุดโต่ง เมื่อรวมกับการศึกษาแนวคิดแบบ Social-Darwinism* ที่ศึกษาด้วยตนเองขณะอยู่ในออสเตรีย ทำให้ฮิตเลอร์เกลียดชังชาวยิวเป็นอย่างมาก แนวคิดนี้นำไปสู่การกวาดล้างชาวยิวทั่วยุโรป รวมถึงชาวโรมา (​Roma) ชาวยิปซี (Gypsy) และผู้พิการอื่น ๆ ด้วย

*แนวคิดแบบ Social-Darwinism หรือการแข่งขันทางชาติพันธุ์เพื่อความอยู่รอด เป็นการนำแนวคิดการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) ของชาลส์ ดาร์วินมาประยุกต์ใช้กับสังคมศาสตร์และการเมือง ทำให้ฮิตเลอร์มองว่าชาวอารยันเป็นชนชาติที่แข็งแรง  ส่วนชาวยิวเป็นผู้อ่อนแอกว่าและสมควรถูกกำจัด



จุดเริ่มต้นของฮอโลคอสต์

2 เดือนหลังจากที่ฮิตเลอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุด ค่ายกักกันค่ายแรกก็ถูกสร้างขึ้นในเมืองดาเชาว์เพื่อกักขังนักการเมืองฝ่ายค้านและผู้ที่ต่อต้านลัทธินาซีเยอรมัน หลังจากพรรคนาซีเริ่มมีอำนาจ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวก็กลายเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญของนาซี เมื่อนาซียกทัพผ่านยุโรปตะวันออกก็จะกำจัดชาวยิวหรือควบคุมตัวชาวยิวให้ไปอยู่ในสลัม (Ghettos) ผู้คนส่วนมากเสียชีวิตที่นี่เพราะความหนาวเย็นและภาวะขาดสารอาหาร ส่วนผู้คนที่เหลือรอดจะถูกย้ายไปสู่ค่ายกักกันอีกทีด้วยการเดินแถวมรณะ (Death Marches)

Clandestine-photograph-of-prisoners-marching-to-Dachau

ภาพนักโทษเดินแถวมรณะเข้าสู่ค่ายกักกันดาเชาว์ ขอบคุณภาพจาก United States Holocaust Memorial Museum

 

 

การสังหารที่วางแผนอย่างเป็นระบบ

ฮอโลคอสต์เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ การปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมให้กับเยาวชน การเผาตำราและลดคุณภาพระบบการศึกษา และ "มาตราการขั้นเด็ดขาด (Final Solution)" ที่ใช้การสังหารชาวยิวให้หมดไป สิ่งเหล่านี้คือวิธีการที่นาซีเยอรมันปฏิบัติต่อชาวยิวตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ยุวชนของฮิตเลอร์

เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับความจงรักภักดีต่อไปอย่างยาวนาน ฮิตเลอร์จึงก่อตั้งกลุ่มเยาวชนของฮิตเลอร์ขึ้น กลุ่มยุวชนของฮิตเลอร์ประกอบด้วยเด็กชายหญิงตั้งแต่อายุ 4 - 18 ปี สมาชิกของกลุ่มเพิ่มจาก 100,000 คนเป็น 6 ล้านคนภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี หน้าที่สำคัญของเด็ก ๆ คือการเป็น “สายลับ” คอยรายงานพฤติกรรมต่อต้านนาซีของครอบครัวหรือเพื่อนบ้านให้กองทัพได้รับรู้

 

การเผาตำราในเดือนพฤษภาคม

นอกจากการปรับตารางสอนให้เหมาะกับเด็ก ๆ ยุวชนของฮิตเลอร์ด้วยการยกเลิกการสอนวิชาชีววิทยาในโรงเรียน และเพิ่มตารางการฝึกฝนร่างกายแบบทหารเข้ามาแทน ในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1933 มีการเผาหนังสือและตำราที่เห็นว่า “ไม่ใช่เยอรมัน” เช่นหนังสือของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ตำราของซิกมันด์ ฟรอยด์ วรรณกรรมของเออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์  และหนังสืออื่น ๆ กว่า 20,000 เล่มที่ถูกเขียนขึ้นโดยชาวยิวถูกเผาในกองเพลิง

753px-1933-may-10-berlin-book-burning

การเผาหนังสือโดยนาซีเยอรมนีในกรุงเบอร์ลิน ขอบคุณภาพจาก United States Holocaust Memorial Museum

 

หน่วยสังหารเคลื่อนที่ (Einsatzgruppen)

ในปี ค.ศ. 1941 การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อหน่วยสังหารเคลื่อนที่ประมาณ 400 - 500 คนได้ติดตามฆ่าชาวยิวในหมู่บ้านต่าง ๆ ของยุโรป ก่อนการสังหารจะมีการเคาะประตูบ้านซักถามและตรวจสอบว่าบ้านหลังนี้มีผู้สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวยิวหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะถูกฆ่าทิ้งอย่างเหี้ยมโหดทันที ถึงแม้ภายหลังจะมีการยกเลิกการใช้หน่วยสังหารเคลื่อนที่ไปด้วยเหตุผลว่า “กำจัดชาวยิวได้ไม่รวดเร็วพอ” แต่หน่วยสังหารเคลื่อนที่ก็คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 1.5 ล้านคน 

Einsatzgruppen_or_their_auxiliaries_-_Kovno_1942การสังหารชาวยิวของหน่วยสังหารเคลื่อนที่ในปี ค.ศ. 1942 ขอบคุณรูปภาพจาก wikimedia.commons

 

ค่ายกักกันและการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์

เมื่อค่ายกักกันสร้างขึ้นสำเร็จ นักโทษถูกส่งไปยังค่ายกักกันต่าง ๆ ด้วยรถไฟหรือรถขนปศุสัตว์ หนทางสู่ค่ายกักกันนั้นแออัด ปราศจากอาหารและน้ำ ชาวยิวหลายคนเสียชีวิตก่อนจะถึงค่ายเอาชวิตซ์ (Auschwitz) เสียอีก ที่ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ ชาวยิว 1.1 ล้านคนถูกสังหารในห้องรมแก๊สขนาดใหญ่ นักโทษจะถูกทหารสั่งให้ถอดเสื้อผ้าพับไว้และหลอกว่าจะพาไป “อาบน้ำ” นักโทษชาวยิวจะเดินแถวอย่างเป็นระเบียบโดยไม่รู้เลยว่าจะไม่มีโอกาสออกมาจากห้องอาบน้ำนั้นอีก ห้องรมแก๊สในค่ายบางแห่งสามารถบรรจุคนได้ถึง 2,000 คน เมื่อประตูห้องอาบน้ำปิดลง เม็ดไซคลอนบี (Zyklon B) กลม ๆ ที่มีส่วนผสมของไซยาไนด์จะถูกปล่อยลงมาจากหลังคาและเปลี่ยนอากาศให้เป็นแก๊สพิษ เพียง 20 - 30 นาทีการอาบน้ำก็จะเสร็จสิ้นลง จากนั้นร่างของนักโทษจะถูกนำไปจัดการต่อในเตาเผาศพขนาดใหญ่ ผู้คนที่เหลือรอดจากการรมแก๊สจะถูกใช้ให้ทำงานอย่างหนัก แลกกับอาหารต่อมื้อที่น้อยนิดจนหลายคนเสียชีวิตจากการขาดอาหาร นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักโทษชาวยิวในค่ายกักกันคือการลดทอนคุณค่าการเป็นมนุษย์ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการสักหมายเลขประจำตัวนักโทษให้เหมือนกับสัตว์เลี้ยงในฟาร์มปศุสัตว์ การกล้อนศีรษะ (การโกนหัว) และการใส่เครื่องแบบนักโทษเพื่อลบอัตลักษณ์ประจำตัวของแต่ละคนไปจนหมดสิ้น 

7a878b50-7f17-4ce7-861f-674ba3de22c2.jpg.pagespeed.ce.f6C2lSlwhOภาพนักโทษชาวยิวในเครื่องแบบลายทาง ขอบคุณรูปภาพจาก United States Holocaust Memorial Museum

บทสรุปและผลกระทบของฮอโลคอสต์

การสังหารหมู่ชาวยิวดำเนินไปพร้อม ๆ กับการรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่ฮิตเลอร์จะฆ่าตัวตายในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1945 กว่าสถานการณ์จะสงบและกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง นักโทษชาวยิวก็ผู้เสียชีวิตรวมกว่า 11 ล้านคนแล้ว หลังจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่นี้จบลง ทั่วโลกได้กำหนดให้วันที่ 27 มกราคมของทุกปีเป็นวันรำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากลเพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้สูญเสีย และจดจำฮอโลคอสต์ไว้ในฐานะบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

Banner-Orange-Standard


Reference:

Auschwitz: A short history of the largest mass murder site in human history. (2015, January 27). Retrieved February 7, 2021, from https://www.theguardian.com/world/2015/jan/27/auschwitz-short-history-liberation-concentration-camp-holocaust

Auschwitz: How death camp BECAME centre of Nazi Holocaust. (2020, January 23). Retrieved February 7, 2021, from https://www.bbc.com/news/world-europe-50743973

Bartel, J. S. (2549). The Holocaust ฮอโลคอสต์: การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Lost World). กรุงเทพฯ: ปาเจรา.

กองบรรณาธิการ 101. (2021, February 10). นาซีศึกษา: อ่านอดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน กับ ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา. Retrieved February 22, 2021, from https://www.the101.world/tul-interview-nazi-study/

แสดงความคิดเห็น