ดูซีรีส์ให้ได้เรื่อง! เปิดห้องเรียนเพศศึกษาทั่วโลกผ่าน Sex Education

Sex-Education


ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซีรีส์สัญชาติอังกฤษที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องข้ามปีอย่าง Sex Education หรือในชื่อไทยที่ว่า “เพศศึกษา (หลักสูตรเร่งรัก)” พึ่งปล่อยซีซัน 2 ออกมาให้เราได้ดูกัน โดยในซีซันนี้ เรื่องราวของเหล่าวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความใคร่ (รู้ใคร่เรียน) ก็ยังคงเข้มข้นน่าติดตามเช่นเคย

ความแสบสันของกลุ่มวัยรุ่นและเรื่องราวดราม่าจั๊กจี้หัวใจของวัยทีน ที่แฝงไปด้วยแง่คิดเกี่ยวกับการเผชิญปัญหาในช่วงวัยที่เปราะบาง และการเรียนรู้ที่จะก้าวผ่านวัยอยากรู้อยากลอง ทำให้ตั้งแต่วันแรกที่ Netflix ลงฉาย ก็เกิดปรากฎการณ์ดู #ยันหว่าง กันถ้วนหน้า (เรารู้คุณก็ทำ ฮิฮิ) ไม่อยากสปอยล์เท่าไร แต่เชื่อว่าหลายคนที่ดูจนถึงฉากสุดท้าย คงมีความรู้สึกอยากลุกขึ้นมากรี๊ดกับการกระทำของตัวละครใหม่อยู่ไม่น้อย (ฮา)

 

 

Cr. GIPHY

 

แม้เส้นเรื่องที่โคจรรอบช่วงชีวิตของวัยรุ่น จะเป็นพล็อตที่เราพบเห็นกันอย่างชินตาในวงการซีรีส์และภาพยนตร์ทั่วโลก แต่ก็อาจพูดได้ว่า ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ Sex Education ประสบความสำเร็จอย่างถล่มถลายนั้น คงเป็นความบ้าและความกล้าของผู้สร้าง ที่หยิบยกบทสนทนาเกี่ยวกับ “เพศ” และ “เซ็กซ์” ในวัยรุ่นขึ้นมานำเสนออย่างโจ่งแจ้งตรงไปตรงมา ซีรีส์นี้เต็มไปด้วยฉากที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกว่ามันช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย แต่ซีนสุดโจ๋งครึ่มพวกนี้นี่แหละ ที่มันทั้งบ้าบิ่นและสมจริง พาให้คนดูอินและลุ้นตามอย่างถอนตัวไม่ขึ้น (แม้ว่าบางฉากจะต้องพับจอคอมให้ต่ำและแอบหลบดูในมุมห้องก็ตาม :p)

 

Cr. GIPHY

 

เรามักจะมีภาพจำว่า ประเทศโลกตะวันตกนั้นเป็นดินแดนแห่งความคิดเสรี  ผู้คนหัวก้าวหน้า กล้าแสดงความรักในที่สาธาธารณะ กอดจูบกันอย่างโฉ่งฉ่าง ซึ่งก็จริงอยู่ที่สังคมของเขาออกจะเปิดกว้างกว่าบ้านเราอยู่มาก แต่เอาเข้าจริงแล้ว การเรียนการสอนเรื่องเพศในห้องเรียน หรือการหยิบยกมาพูดคุยกันในครอบครัว ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยากไม่ว่าในสังคมประเทศไหน ๆ  การเปิดอกคุยเรื่องเซ็กซ์กับลูกนั้นยังเป็นบทสนทนาที่น่าขัดเขินในบางบ้าน ในขณะที่คลาสเรียนเพศศึกษาหลายแห่งก็ยังเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน

 

 

Cr. GIPHY

เพื่อน ๆ คนไหนที่มีโอกาสได้ดู Sex Education แล้ว คงยังจำได้ว่า ตั้งแต่ตอนแรกของซีรีส์นี้ ก็มีฉากการจับคู่ระหว่างพระนาง ‘โอทิส’ และ ‘เมฟ’  ที่ช่วยกันใส่ถุงยางในชั้นเรียนเรื่องอวัยวะเพศอย่างอึกอักงุ่มง่ามให้เห็นเลย ฉากนี้ชวนให้คิดว่า พอเป็นบทเรียนเรื่องเพศแล้ว ไม่ว่าที่ไหน ๆ ในโลก ก็ล้วนมาพร้อมกับความเคอะเขินไม่กล้าพูดกันทั้งนั้น ในวันนี้ เราจึงอยากพาเพื่อน ๆ ไปแอบส่องดูห้องเรียนเพศศึกษาทั่วโลก ว่าเค้าเรียนและสอนกันอย่างไร แตกต่างจากบ้านเราอย่างไรบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

 

สหราชอาณาจักร

แม้จะมีภาพลักษณ์ความเป็นประเทศผู้ดีหัวสมัยใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชาวบริติชมีความเขินอายอยู่ไม่น้อย เมื่อเป็นเรื่องการเรียนการสอนเพศศึกษา แม้บทเรียนเรื่องเพศจะถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรขั้นพื้นฐานของวิชา SRE (Sex and Relationship Education) ที่สอนกันอย่างกว้างขวางในหลายโรงเรียนทั่วประเทศ แต่ตัวเนื้อหานั้นก็ค่อนข้างผิวเผินและเริ่มล้าสมัย อีกทั้งยังมีโรงเรียนหลายแห่งที่ไม่ได้นำหลักสูตรดังกล่าวไปใช้ในการเรียนการสอนอีกด้วย 

LN2 UK class2

Cr. The Guardian

ทว่าในปี 2560 ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษได้ออกมาประกาศว่า จะมีการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน SRE ให้ทันสมัยและตอบโจทย์โลกยุคใหม่มากขึ้น อีกทั้งยังกำหนดให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาขึ้นไป นำหลักสูตรใหม่นี้ไปสอนอีกด้วย  นับเป็นการเปลี่ยนแปลงการศึกษาเรื่องเพศในรอบ 20 ปีของสหราชอาณาจักรเลยทีเดียว โดยตัวร่างหลักสูตรที่พึ่งออกมาในปีที่แล้ว จะครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่การทำความรู้จักวัยหนุ่มสาว และความรู้เรื่องเพศขั้นต้น อีกทั้งยังมีการเพิ่มเนื้อหาในส่วนของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี การดูแลสุขภาพจิต ไปจนถึงการป้องกันตัวจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และภัยของการส่งภาพโป๊เปลือยหรือข้อความลามกบนโลกออนไลน์ (sexting) อีกด้วย

เพศศึกษา สหราชอาณาจักร

Cr. The Guardian

โดยในปีที่ผ่านมามีโรงเรียนนำร่องบางแห่งที่ได้นำหลักสูตรใหม่ไปปรับใช้แล้ว อย่างโรงเรียนประถม St.Matthew ในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ก็ได้ปรับให้มีการเรียนรู้พูดคุยเรื่องเพศในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์

คงเป็นเรื่องปกติที่การสอนเรื่องฝันเปียก ความรู้สึกทางเพศ และการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ จะมาพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักของนักเรียน แต่ความก้าวหน้าของหลักสูตรใหม่นี้ คือการสอดแทรกเนื้อหาที่ทันสมัยอย่างเรื่องเพศสภาพที่หลากหลายลงไปในบทเรียน มีการตั้งคำถามชวนคิดอย่าง “เด็ก ๆ คิดว่าตัวเองจะรู้สึกอย่างไร หากโดนคนอื่นตั้งคำถามเรื่องเพศสภาพของตัวเอง?” “ถ้าเราพบว่าเพื่อนคนอื่นเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วกว่า เราจะรู้สึกอย่างไรนะ” ให้เด็กได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในห้องอย่างเปิดกว้าง

หลักสูตรใหม่นี้ไม่เพียงแต่สอนให้เด็กรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ยังสอนให้เข้าใจถึงความหลากหลายของคนในสังคม และรู้จักเคารพ ให้เกียรติซึ่งกันและกันอีกด้วย แม้การปฏิรูปบทเรียนเพศศึกษาในสหราชอาณาจักรครั้งนี้จะท้าทายกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่อยากปกป้องความไร้เดียงสาของเด็ก แต่ก็นับได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีและน่าจับตามองต่อไปในอนาคตเลยล่ะ

 

เนเธอร์แลนด์

LN2 Holland

Cr. The Guardian

"ครูเป็นหมีตัวใหญ่ที่กำลังมีความรัก แต่ครูไม่ได้ชอบหมีเหมือนกันหรอกนะ ครูน่ะหลงรักผีเสื้อแสนสวย แต่ครูก็อายเกินกว่าจะพูดออกไป ช่วยคิดหน่อยสิว่าครูจะทำยังไงดี"

แม้จะฟังดูเหมือนเรื่องเล่าจากนิทาน แต่แท้ที่จริงแล้วประโยคดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "Spring Fever" ของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ที่มุ่งปลูกฝังทัศนคติที่ดี และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเพศและความสัมพันธ์ ให้กับเยาวชนตั้งแต่อายุยังน้อย โดยโครงการนี้ได้ออกแบบให้เด็กตั้งแต่ 4-5 ปี ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้สึก และความแตกต่างทางเพศอย่างสร้างสรรค์ และเนื้อหาจะปรับให้เหมาะสม และลงลึกในรายละเอียดมากขึ้นตามลำดับชั้นของผู้เรียน

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า การทำให้เยาวชนคุ้นเคยกับเรื่องเพศตั้งแต่เด็ก จะทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจเรื่องเพศได้อย่างชาญฉลาดในอนาคต โดยเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีอัตราการท้องในวัยรุ่นต่ำที่สุดในสหภาพยุโรปเลยทีเดียว (3.2 คนจากเด็กผู้หญิงพันคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงเรื่อยมา)โดยทัศนคติของคนในสังคมที่เปิดกว้างต่อเรื่องเพศศึกษา เป็นตัวแปรสำคัญมากในความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์

ตัวอย่างบทสนทนาเกี่ยวกับหมีและผีเสื้อข้างต้น ที่แม้จะฟังดูไม่เกี่ยวกับเพศศึกษาเอาเสียเลย แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการสื่อสารไปสู่ผู้เรียนตัวจิ๋วว่า คนเราสามารถมีความชอบที่หลากหลายได้ ทั้งยังชวนให้เด็กคิดตามว่า เราควรจัดการอย่างไรกับความรู้สึกของเรา สามารถแสดงออกอย่างไรได้บ้างหากเราชอบหรือไม่ชอบคนอื่น นับว่าเป็นแนวคิดที่สร้างสรรค์และน่าสนใจ น่าเอามาปรับใช้กับบ้านเรามากเลยล่ะ 

 

แอฟริกา

ปัญหาเรื้อรังที่หลากหลายประเทศทั่วทวีปแอฟริกาต้องเผชิญมานับศตวรรษ คือ สถานการณ์ผู้ติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ ซึ่งยังคงแพร่ระบาดกว้างขวางในสังคม ปัญหาดังกล่าวเกิดมาจากหลากหลายสาเหตุที่เกี่ยวพันกันในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติแง่ลบที่ปิดกั้นเรื่องเพศ บริบททางสังคมที่ส่งเสริมการกดขี่และคุกคามทางเพศ ไปจนถึงความรู้เรื่องเพศที่ต่ำ และการเรียนการสอนเพศศึกษาที่จำกัด  

"ถ้ามีอารมณ์ทางเพศ ให้ไปเตะบอล" เคยเป็นวลียอดฮิตบนโลกอินเทอร์เน็ตของไทยเราในหลายปีที่ผ่านมา มีที่มาจากข้อสอบ O-NET วิชาสุขศึกษาที่อ่านแล้วชวนให้ตั้งคำถามว่า เอางี้จริงดิ? อยู่ไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนนำแนวคิดนี้ไปใช้จริงด้วยนะ เพราะมีองค์กรอย่าง Soccer Without Borders ที่มุ่งถ่ายทอดความรู้จากโค้ชสู่เด็กที่ขาดโอกาสทั่วโลกผ่านการเล่นบอล ร่วมกับ Tackle Aftica หน่วยงานที่มุ่งให้ความรู้เพศศึกษาแก่เยาวชนทั่วแอฟริกา เมื่อองค์กรทั้งสองมาเจอกัน จึงเกิดไอเดียสุดเจ๋งในการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีและบทเรียนเกี่ยวกับเพศศึกษา ลงไปในการเล่นฟุตบอลของเด็ก ๆ น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ?

soccer

Cr. Photographers Without Borders

โดยโครงการดังกล่าวริเริ่มมาจากแนวคิดที่ว่า บทสนทนาเกี่ยวกับ "เพศ" นั้นมาพร้อมกับทัศนคติแง่ลบ เป็นเรื่องน่าอายที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็ก ๆ จึงถูกกีดกันไม่ให้ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ หรือการป้องกันที่ถูกต้อง การที่เด็กจะเอ่ยปากถามผู้ใหญ่เกี่ยวกับเรื่องเพศนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในแอฟริกา แต่ถ้าหากวันหนึ่ง เราสามารถเปลี่ยนให้บทสนทนาเกี่ยวกับเพศเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ พร้อมกับสร้างบรรยากาศเป็นกันเองให้เด็ก ๆ เปิดใจและกล้าที่จะถามข้อสงสัยเรื่องเพศได้อย่างเสรี ขณะกำลังเล่นกีฬาอยู่ได้ล่ะ? คงจะดีไม่น้อยเลยเนอะ 

Uganda-soccer-sex-education

Cr. The Guardian

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาผสมผสานเข้ากับการเล่นฟุตบอล กีฬาที่นอกจะสร้างความบันเทิงให้ผู้เล่นแล้ว ยังมีจุดเด่นตรงที่มันอาศัย "การสื่อสารและร่วมมือกัน" อย่างใกล้ชิดของคนในทีม อีกทั้งยังเป็นกีฬาที่เปิดโอกาสให้โค้ชได้แนะนำลูกทีมอย่างใกล้ชิดอีกด้วย โครงการนี้นำบทเรียนเรื่องเพศมาปรับและสอดแทรกให้อยู่ในการเล่นบอลอย่างธรรมชาติ ทำให้ผู้เรียนรู้สึกไม่ติดขัดหรือเคอะเขินที่จะฟังเรื่องเพศอย่างปกติ

LN2 af1

Cr. Photographers Without Borders

โค้ชจะสอนเด็ก ๆ ว่า การรับส่งลูกให้มีประสิทธิภาพ ต้องรู้จักสื่อสารระหว่างผู้รับ-ส่งลูกให้ดี เช่นเดียวกันกับการมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ต้องรู้จักสื่อสารและตัดสินใจร่วมกันกับคู่ของตนเอง และนอกเหนือจากการเล่นในสนามแล้ว ความสัมพันธ์อันดีระหว่างโค้ชกับเด็ก จะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและเชื่อใจโค้ช เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กรู้สึกกล้าจะถามคำถามเรื่องเพศอีกด้วย

 

"จะรู้จักเล่นบอลให้ปลอดภัย ก็ต้องรู้จักมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยด้วย" เป็นแนวคิดที่สอดแทรกอยู่ในโครงการนี้อย่างแยบยล 

 

จะเห็นได้ว่า การที่แต่ละประเทศมีบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลต่อทัศคติในเรื่องเพศ และการจัดการเรียนการสอนเพศศึกษาในประเทศนั้น ๆ ด้วย วันนี้เราได้พาเพื่อน ๆ ไปดูชั้นเรียนเพศศึกษาและโครงการที่น่าสนใจต่าง ๆ ได้เห็นแล้วมีความเห็นยังไงกันบ้าง? ถ้าการเรียนเพศศึกษาในบ้านเรามีการปรับให้น่าสนใจแบบนี้บ้าง คงน่าสนุกขึ้นเยอะเลยเนอะ 

ถ้าเพื่อน ๆ อยากอ่านบทความดูซีรีส์ให้ได้เรื่องอย่างนี้อีก อย่าลืมกดติดตาม เพจ StartDee เอาไว้นะ แล้วเจอกันใหม่ในบทความถัดไปจ้า :)

 

Reference:

"From 'consent football' to 'pin the organ on the body': sex education around the world." The Guardian, www.theguardian.com/education/2019/apr/27/sex-education-around-the-world/.

"Sex education to be compulsory in England's schools." BBC, https://www.bbc.com/news/education-39116783/.

"HIV Education Through Soccer Has Reduced Risk Of This Disease In Africa." Photographers Without Borders, https://www.photographerswithoutborders.org/online-magazine/2017/5/13/youth-receive-important-health-information-while-playing-soccer-and-having-fun-in-africa/.

"TackleAfrica Football Coaching Manual - HIV Education Through Football." Chagemakers, https://www.changemakers.com/football/entries/tackleafrica-football-coaching-manual-hiv-education/. 

แสดงความคิดเห็น